<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>SonarBoy.com คอมพิวเตอร์ดนตรี การทำเพลง และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน</title>
	<atom:link href="http://sonarboy.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sonarboy.com</link>
	<description>โฉมใหม่ของ SonarBoy.com : การเดินทางของ ดช.โซนาร์ บนเส้นทางสู่ความฝัน ท่องไปในโลกของคอมพิวเตอร์ดนตรี ร่วมอ่านเรื่องราว และเดินทางไปพร้อมกัน</description>
	<lastBuildDate>Wed, 07 Apr 2010 18:45:36 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0</generator>
		<item>
		<title>KRK VXT6 review</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-talk/54/krk-vxt6-review/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-talk/54/krk-vxt6-review/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Apr 2010 18:05:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Talk : คุยไปเรื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[hardware]]></category>
		<category><![CDATA[krk vxt6]]></category>
		<category><![CDATA[monitor]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=54</guid>
		<description><![CDATA[ลำโพง KRK ตระกูล VXT เป็นลำโพงสูดิโอ ที่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มลำโพงสตูดิโอแบบ Near field ราคาระดับกลาง ที่ทำตลาดแข่งกับลำโพงจากยี่ห้ออื่นๆ อย่าง Fostex, Alesis, Mackie, ADAM, Dynaudio, Genelac, Yamaha หรือ M-Audio, สำหรับ KRK เองนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มักถูกเลือกใช้ในสตูดิโอใหญ่ๆ ที่เราๆสามารถสังเกตเห็นได้จากนิตยาสารต่างๆ, KRK ตระกูล VXT นี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง ที่ทำให้แตกต่างจากลำโพงยี่ห้ออื่นๆที่อยู่ในระดับเดี่ยวกัน รวมทั้งแตกต่างจากรุ่นเล็กของ KRK เอง, ในบทความนี้ จะเป็นการรีวิวลำโพง KRK ตระกูล VXT เน้น VXT 6 ตามแบบฉบับของผมเองทั้งในเรื่องของ โครงสร้าง วัสดุ วงจร และเสียงของมัน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify;">ลำโพง <strong>KRK</strong> ตระกูล <strong>VXT</strong> เป็นลำโพงสูดิโอ ที่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มลำโพงสตูดิโอแบบ Near field ราคาระดับกลาง ที่ทำตลาดแข่งกับลำโพงจากยี่ห้ออื่นๆ อย่าง <strong>Fostex</strong>, <strong>Alesis</strong>, <strong>Mackie</strong>, <strong>ADAM</strong>, <strong>Dynaudio</strong>, <strong>Genelac</strong>, <strong>Yamaha</strong> หรือ <strong>M-Audio</strong>, สำหรับ <strong>KRK</strong> เองนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในลำโพงที่มักถูกเลือกใช้ในสตูดิโอใหญ่ๆ ที่เราๆสามารถสังเกตเห็นได้จากนิตยาสารต่างๆ, <strong>KRK</strong> ตระกูล <strong>VXT</strong> นี้มีความพิเศษอยู่หลายอย่าง ที่ทำให้แตกต่างจากลำโพงยี่ห้ออื่นๆที่อยู่ในระดับเดี่ยวกัน รวมทั้งแตกต่างจากรุ่นเล็กของ <strong>KRK</strong> เอง, ในบทความนี้ จะเป็นการรีวิวลำโพง <strong>KRK</strong> ตระกูล <strong>VXT</strong> เน้น <strong>VXT 6</strong> ตามแบบฉบับของผมเองทั้งในเรื่องของ โครงสร้าง วัสดุ วงจร และเสียงของมัน<span id="more-54"></span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong>KRK</strong> นั้น เป็นยี่ห้อ ที่ผลิตเฉพาะลำโพงสตูดิโอ มาตั้งแต่เปิดบริษัท ในขณะที่ยี่ห้ออื่นๆหลายยี่ห้อ มีสายการผลิตลำโพงสำหรับจุดประสงค์อื่นๆ เช่น ลำโพงรถยนต์ ลำโพงสำหรับงานเสียงกลางแจ้ง หรือลำโพงสำหรับเครื่องเสียงภายในบ้าน จากประเด็นนี้เอง หลายคนจึงมอง <strong>KRK</strong> เป็นยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ ในแง่ของลำโพงที่ถูกออกแบบมาเฉพาะทางเพื่องานสตูดิโอโดยเฉพาะ รวมทั้งสามารถตีความลึกไปถึงความชำนาญเฉพาะทางในเรื่องของการออกแบบลำโพงสตูดิโออีกด้วย ชื่อเสียงของ <strong>KRK</strong> คือลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงออกมาได้เที่ยงตรง แข็งกระด้าง ขี้ฟ้องในทุกรายละเอียดของเสียงโดยไม่เกรงใจผู้ฟัง, และข้อตำหนิที่น่าเสียดายคือเรื่องของการย้ายการผลิตจากประเทศอเมริกาไปสู่ประเทศจีน และการปรับเปลี่ยน spec บางอย่างที่ทำให้ภาคขับเสียงคุณภาพด้อยกว่าครั้งที่ยังผลิตที่ประเทศอเมริกา, คำร่ำลือต่างๆ เป็นจริงเท็จแค่ไหน เสียงที่ออกมาเป็นอย่างไร เราจะได้รู้กัน</p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h1><span style="color: #993300;">ทำความรู้จักกับ KRK ตระกูล VXT กันก่อน</span></h1>
<p style="text-align: justify;"><strong><a href="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/krkvxt02vxt6_l.jpg" rel="lightbox[54]"><img class="alignright size-medium wp-image-66" style="margin-left: 10px; margin-bottom: 10px;" title="KRK VXT6, KRK VXT8" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/krkvxt02vxt6_l-300x275.jpg" alt="" width="300" height="275" /></a><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ตระกูล </span><strong><span style="color: #800000;">VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> นี้ เปิดตัวครั้งแรกในงาน NAMM ต้นปี 2007 และวางขาย ทำตลาดหลังจากนั้น, </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ตระกูล </span><strong><span style="color: #800000;">VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น คือ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT4</span></strong><span style="color: #800000;">, </span><strong><span style="color: #800000;">VXT4</span></strong><span style="color: #800000;"> สีขาว, </span><strong><span style="color: #800000;">VXT6</span></strong><span style="color: #800000;"> และ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT8</span></strong><span style="color: #800000;"> สำหรับ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT4</span></strong><span style="color: #800000;"> นั้น จะมีความแตกต่างจาก </span><strong><span style="color: #800000;">VXT6</span></strong><span style="color: #800000;"> และ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT8</span></strong><span style="color: #800000;"> อยู่หลายอย่าง เช่น ดอกลำโพงใช้วัสดุคนละชนิด ไม่มี low cut, hi cut เป็นต้น, และท้ายที่สุด สิ่งที่จะเห็นได้ชัดจากภายนอก คือ แต่ละตัว จะมีขนาดที่แตกต่างกัน, โดยเฉพาะ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT8</span></strong><span style="color: #800000;"> จะมีขนาดที่ใหญ่มาก ใครที่คิดจะซื้อ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT8</span></strong><span style="color: #800000;"> ก็ต้องหาที่ว่างๆในห้องให้มันด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ความพิเศษที่มีอยู่ในลำโพง </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> รุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> มีประเด็นหลักที่สังเกตได้อยู่ 3 อย่าง คือ โครงสร้างภายนอกที่มีลักษณะโค้งมน ทำด้วยพลาสติก แทนที่จะใช้ไม้ และยังมีรูน๊อตใต้ลำโพงเอาไว้ยึดกับขาวางลำโพงอีกด้วย, วงจรภายในที่เพิ่มความซับซ้อนในการทำงาน มีระบบ stand-by และ clip limiter, และดอกลำโพงที่เลือกใช้ เส้นใย Kevlar สาน สำหรับ woofer และ โคนผ้าไหม (สำหรับ Tweeter เฉพาะรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 6</span></strong><span style="color: #800000;"> และ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 8</span></strong><span style="color: #800000;">)</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">ตู้ลำโพงที่ผลิตจากพลาสติด ABS</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">โครงสร้างภายนอกที่ทำให้ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> มีความโดดเด่น คือ การเลือกใช้ พลาสติกหล่อ เป็นทรงโค้งมนทั้งตัวลำโพง แทนที่จะใช้ไม้ หรือ โลหะ เป็นโครงสร้าง ทั้งนี้ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ให้เหตุผลว่า จะช่วยลดพื้นที่ผนังที่วางขนานกัน ช่วยลดเสียงสะท้อน และการเกิด standing wave ในบางความถี่ลงได้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">พลาสติกที่เลือกใช้นั้น เป็น ABS Structural Foam ไม่ใช่ ABS แบบ Solid ทั่วไป ซึ่ง</span><strong><span style="color: #800000;"> KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ได้อธิบายหลายอย่างเดียวกับกรเลือกใช้วัสดุประเภทนี้ในแง่ของคุณภาพเสียง แต่สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคำโฆษณาต่างๆ ควรที่จะถูกตัดสินด้วยผลลัพท์ที่ลูกค้าสามารถรับรุ้ได้ด้วยตัวเองมากกว่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ในทางตรงกันข้ามกัน การเลือกใช้พลาสติกแทนใช้ไม้ ทำให้ลดขั้นตอนการผลิตลงได้ ไม่ต้องทำสีภายนอกซ้ำอีกครั้ง ซึ่งในบางความคิดอาจจะมองว่าอาจจะทำให้ความสวยงามในแบบลำโพงทั่วๆไปที่ทำสีแบบ Glossy Black ขาดหายไปจากลำโพงตัวนี้</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สำหรับการคิดในแง่ลบนั้น การเลือกใช้พลาสติก ABS แทนการใช้ไม้ทำตู้ลำโพง อาจเป็นเพียงกลยุทธ์ในการลดต้นทุนการผลิตของ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;">, การออกแบบรูปร่างที่พิเศษ และการสร้างคำอธิบายต่างๆเกี่ยวกับข้อดีของการออกแบบ และการเลือกใช้พลาสติก อาจเป็นเพียงคำอธิบายที่ใช้ในการกลบเกลื่อนการลดต้นทุน, ผมคิดว่าการมองในมุมลบที่กล่าวมาข้างต้นนั้น คงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก หากการเลือกใช้พลาสติกทำให้เสียงไม่ดีเท่ากับการเลือกใช้ไม้ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> คงจะไม่เอาอนาคตของบริษัทฯมาแขวนเอาไว้กับการเลือกใช้วัสดุแบบนี้แน่ และถ้าหากเป็นการเลือกใช้วัสดุเพื่อการลดต้นทุนจริงๆ ในรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">Rokit Gen II</span></strong><span style="color: #800000;"> ซึ่งเพิ่งออกวางขายไม่นาน น่าจะถูกผลิตด้วยพลาสติกเหมือนกัน เพื่อเหตุผลเดียวกัน, ดังนั้นผมสามารถสรุปได้ง่ายๆว่า การเลือกใช้พลาสติกไม่ใช่เรื่องของการลดต้นทุนแน่นอน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">Front-Firing Bass Port / ช่องขับลมทวารที่อยู่ด้านหน้า</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #800000;">Front-Firing Bass Port</span></strong><span style="color: #800000;"> หรือ ช่องทรงสี่เหลี่ยมโค้ง สำหรับเสียงย่านความถี่ต่ำที่อยู่ด้านหน้า ตามแบบฉบับของ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ที่จะไม่ยอมให้ bass port อยู่ด้านหลังของตัวลำโพง ด้วยความคิดที่ว่า การที่มี bass port อยู่ด้านหลัง อาจจะทำให้เสียงสะท้อนกับผนังกำแพง หรือมุมห้องที่อยู่ใกล้กับลำโพงได้ อาจทำให้เสียงที่ได้ยินถูกทำให้ผิดเพี้ยนไป </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> จึงเลือกให้ bass port อยู่ด้านหน้าของตัวลำโพง เพื่อลดปัญหาแบบนี้ โดยเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต้องวางลำโพงใกล้กับผนังหรือมุมห้อง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">รูน๊อตยึดลำโพงซึ่งอยู่ข้างใต้ของตัวลำโพง</span></h2>
<p style="text-align: justify;">
<div id="attachment_68" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/KRK-VXT6-2.jpg" rel="lightbox[54]"><span style="color: #800000;"><img class="size-medium wp-image-68" title="KRK VXT6 - bottom" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/KRK-VXT6-2-300x245.jpg" alt="" width="300" height="245" /></span></a><p class="wp-caption-text">รูน๊อตที่อยู่ด้านใต้ตัวลำโพง ใช้ยึดลำโพงกับขาวาง ฯลฯ</p></div>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">สิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งจะสังเกตเห็นคือ ลำโพงของ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> นี้ เมื่อพลิกดูด้านล่างของลำโพง จะมีรูน๊อต 4 รู เอาไว้ยึดกับขาวางลำโพง ซึ่งถือว่า เป็นอีกหนึ่งจุดที่ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ให้ความสำคัญกับการออกแบบเพื่อการใช้งานมากเป็นพิเศษ, เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการนำไปใช้งานในรูปแบบที่หลากหลายกว่า ไม่ว่าจะเป็น การวางลำโพงบนขาลำโพง หรือว่าการยึดติดกับผนัง (ซึ่ง </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ผลิตอุปกรณ์เสริมสำหรับวางกับขาวางลำโพง หรือยึดกับผนัง ออกมาขายด้วย),  ซึ่งถ้าลองสังเกตจากลำโพงยี่ห้ออื่นๆที่ผมเคยใช้มา คือ WharfedalePRO Diamond หรือว่า Yamaha ก็จะไม่มีรูสำหรับใส่น๊อตยึดขาวางลำโพงแบบนี้เอาไว้ให้ มีเพียงลำโพงสตูดิโอเพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้นที่จะเตรียมเอาไว้ให้ และในการใช้งานจริง เราอาจจะพบเจอคนบางคนเลือกเจาะรูทะลุลำโพง หรือทากาว แปะกระดาษกาว 2 หน้า ยึดลำโพงให้ติดกับพื้นผิว ซึ่งทำให้ความสวยงามของผิวลำโพงลดลงไป และขายต่อไม่ได้ราคาอีกด้วย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">วงจรขับเสียง</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">วงจรตัดการทำงานของลำโพง หรือเข้าสู่ Stand-by mode ของ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK รุ่น VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> นี้ ถูกเรียกว่า </span><strong><span style="color: #800000;">Auto-Mute</span></strong><span style="color: #800000;"> โดยจะมีปุ่ม เปิด/ปิด การทำงานของความสามารถนี้อยู่ด้านหลังของตัวลำโพง สามารถอธิบายการทำงานของระบบนี้ได้คือ เมื่อสัญญาณเสียงที่ส่งเข้าตัวลำโพงมีสัญญาณอ่อนมากๆ หรือ ไม่มีสัญญาณเลย และอยู่ในสภาวะอย่างนี้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานประมาณ 20 นาที ระบบขยายเสียงของลำโพงจะตัดการทำงานของตัวเอง หรือ ปิด ลำโพง นั่นเอง ซึ่งจะสังเกตการปิด ได้จากไฟแสดงสถานะการทำงานที่อยู่ด้านหน้าของลำโพงนั่นเอง และลำโพงจะเปิดทำงานอีกครั้ง เมื่อมีสัญญาณเข้าสู่ลำโพงอีกรอบ </span><strong><span style="color: #800000;">Auto-mute</span></strong><span style="color: #800000;"> หรือ </span><strong><span style="color: #800000;">stand-by mode</span></strong><span style="color: #800000;"> นี้ จะช่วยถนอมวงจรขยายเสียงของลำโพงให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นได้ แต่ระบบนี้ก็มีข้อเสียอยู่ที่จะไม่เหมาะสมกับงานบางงานที่เสียงไม่ดังมาก เช่น เสียงเกมส์ เป็นต้น ซึ่ง </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ก็แนะนำให้ปิดระบบนี้ซะ ถ้างานที่ทำมีระดับเสียงค่อนข้างเบา</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> มีความแตกต่างจากลำโพงยี่ห้ออื่นๆ คือ ระบบ </span><strong><span style="color: #800000;">clip indicator/limiter</span></strong><span style="color: #800000;"> เป็นอีกระบบที่ช่วยป้องกันลำโพงจากสัญญาณเสียงที่ดังเกินไป โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้เพียงแค่ </span><strong><span style="color: #800000;">clip indicator</span></strong><span style="color: #800000;"> ที่จะแสดงเพียงสัญญาณเตือน หรือ เปิดให้</span><strong><span style="color: #800000;"> limiter </span></strong><span style="color: #800000;">ทำงานไปพร้อมๆกับที่พบเจอสัญญาณ clip หรือ ปิดระบบนี้ซะ, ซึ่งถ้าหากคิดในแง่ของอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำงาน เช่น การถอดเสียบสายสัญญาณผิดพลาด การใช้สายสัญญาณที่ขาดภายใน หรือสัญญาณ clip ที่อาจจะมาจาก ไฟฟ้าที่ไม่สะอาด ระบบนี้สามารถช่วยป้องกันความเสียหายได้อีกขั้นตอนหนึ่ง, และแน่นอนว่า หากมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานในสภาวะที่เสียงดังมากๆ ก็สามารถปิดระบบนี้ลงได้เช่นกัน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><strong><span style="color: #800000;">LF Cut-off และ HF Trim</span></strong><span style="color: #800000;"> ดูเหมือนจะเป็นวงจรมาตรฐานที่ควรจะมีอยู่ในลำโพงราคาระดับนี้แล้ว, สำหรับ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> นั้น มีเพียงรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 4</span></strong><span style="color: #800000;"> เท่านั้น ที่จะไม่มีความสามารถนี้ติดมาให้ ส่วนรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT6</span></strong><span style="color: #800000;"> และ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT8</span></strong><span style="color: #800000;"> มีมาด้วย, ซึ่งการ cut-off ที่ความถี่ต่ำ จะทำงานที่ความถี่ประมาณ 40Hz, 48Hz หรือ 62Hz ขึ้นกับการเลือก และ การปรับแต่งย่านความถี่สูงจะทำงานที่ความถี่ประมาณ 2kHz สามารถเลือกปรับได้คือ +2 dB หรือ &#8211; 2 dB หรือ flat ซึ่งถือเป็นการปรับแต่งแบบหยาบที่มักจะพบเจอในลำโพงสตูดิโอส่วนใหญ่, ซึ่งถ้าผู้ใช้ต้องการปรับแต่งลำโพงในแบบที่ละเอียดกว่านั้น KRK ได้ผลิต Hardware ที่ทำงานในส่วนของ Room Collection ให้เลือกซื้อมาใช้อยู่แล้ว ในขณะที่ยี่ห้ออื่นอาจจะนำความสามารถนี้ติดเข้าไปในตัวลำโพงเลย (ซึ่งหมายความว่าต้องจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อที่จะได้ความสามารถนี้ติดลำโพงมาด้วย)</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">ดอกลำโพง</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ดอกลำโพงของรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT</span></strong><span style="color: #800000;"> นั้น สำหรับ woofer จะใช้เส้นใย Kevlar ถัก ในการผลิต เป็นวัสดุเกรดที่ใกล้เคียงกับรุ่นใหญ่อย่าง Expose, ในขณะที่ฝั่ง Tweeter นั้น </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 4</span></strong><span style="color: #800000;"> จะใช้ </span><em><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #800000;">1&#8243; Silk Dome NEO</span></span></em><span style="color: #800000;"> ส่วน </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 6</span></strong><span style="color: #800000;"> และ </span><strong><span style="color: #800000;">VXT 8</span></strong><span style="color: #800000;"> จะใช้ </span><em><span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #800000;">1&#8243; Silk Dome Ferrite</span></span></em><span style="color: #800000;"> ซึ่ง KRK ไม่ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความแตกต่างของวัสดุที่ใช้ผลิตในส่วนของ Tweeter</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">woofer ที่เป็นใย Kevlar ถัก จะเป็นสีเหลือง แสดงเอกลักษณ์ทางการค้าเฉพาะตัวของ </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> เอง, ซึ่งจะเป็นวัสดุที่แตกต่างจากรุ่น </span><strong><span style="color: #800000;">Rokit </span></strong><span style="color: #800000;">, นอกจากสีเหลืองของดอกลำโพงแล้ว การเลือกใช้วัสดุที่ผลิตเป็นดอกลำโพงนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างจุดขายให้แก่ตัวลำโพงมากนัก</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #ffff99;">ปุ่มปรับต่างๆ และช่อง รู ต่างๆ</span></h2>
<p style="text-align: justify;">
<div id="attachment_67" class="wp-caption aligncenter" style="width: 266px"><a href="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/KRK-VXT6-1.jpg" rel="lightbox[54]"><span style="color: #800000;"><img class="size-medium wp-image-67" title="KRK VXT6 Rear" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/04/KRK-VXT6-1-256x300.jpg" alt="" width="256" height="300" /></span></a><p class="wp-caption-text">ปุ่มต่างๆ ที่อยู่ด้านหลังของ KRK VXT6</p></div>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ปุ่มปรับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มเปิด/ปิด ระบบ Auto-mute , ปุ่มเปิด/ปิด ระบบ clip indicator/limiter, ปุ่มปรับ LF cut-off, HF trim&#8230; ปุ่มเหล่านี้จะมีพลาสติกขุ่นโปร่งแสงครอบเอาไว้ป้องกันไม่ให้มีอะไรไปโดนเข้า และปรับเปลี่ยนโดยบังเอิญ, ถือว่าเป็นการออกแบบที่แปลกตาไปอีกแบบ เมื่อเทียบกับหลายยี่ห้อ ที่เลือกใช้เป็นสวิทช์ที่ถูกฝังเข้าไปให้มีระดับเดียวกับพื้นผิว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">knob ที่ใช้บิดปรับ volume ที่อยู่ด้านหลัง ค่อนข้างเล็กนิดหน่อย อาจจะจับไม่ถนัดมือสักเท่าไหร่ ถึงแม้จะสามารถถือได้ว่าปุ่ม volume ด้านหลังไม่ใช่ปุ่มที่ควรหมุนปรับบ่อยๆ แต่ก็อาจจะสร้างความขัดใจได้บ้างเล็กน้อยสำหรับบางคนที่นิ้วใหญ่ๆมือใหญ่ๆ, และถึงแม้ยี่ห้ออื่นๆ ก็ผลิตออกมาเป็นขนาดนี้เช่นกัน แต่ก็ยังอดนึกเสียดายไม่ได้เสียทีว่าทำไม </span><strong><span style="color: #800000;">KRK</span></strong><span style="color: #800000;"> ไม่ทำให้มันน่าประทับใจกว่านี้สักนิด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #800000;">ช่องต่อสัญญาณเข้า เป็นช่องแบบ XLR/TRS Combo เพียงแบบเดียว จะไม่มีช่องต่อแบบ RCA unbalance มาให้, หากคิดในแง่ของคุณภาพสัญญาณที่ดีกว่าแล้ว ช่องต่อแบบ RCA Unbalance ควรเป็นช่องต่อที่ต้องหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว ผมจึงไม่ถือจุดนี้เป็นข้อด้อย</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h1><span style="color: #000080;">การทดสอบการใช้งาน KRK VXT6</span></h1>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #0000ff;">คำโฆษณาต่างคงจะไม่มีความหมาย หากผลลัพท์ที่ออกมาของลำโพงราคาที่จัดอยู่ในกลุ่ม &#8220;ปานกลาง&#8221; ออกมาไม่เป็นที่น่าถูกใจผู้ซื้อ, คำร่ำลือถึงคุณสมบัติของ KRK ที่ว่าเที่ยงตรง แข็งเป๊ก และไม่ใช่ลำโพงที่เปิดเพลงฟังแล้ว &#8220;เพราะ&#8221; เนื่องจากความขี้ฟ้องของมัน อาจจะไม่ใช่ความจริง หากไม่ได้ทดลองฟังเสียงเอง</span><span style="color: #0000ff;">&#8230;&#8230;&#8230;.</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">การทดลองใช้งานนั้น ถูกทดลอง 2 อย่าง คือ </span><strong><span style="color: #000080;">1. ทดสอบเทียบกับลำโพงรุ่น Rokit 6 Gen II, VXT4, VXT8 ที่ร้านค้า</span></strong><span style="color: #000080;">, และ </span><strong><span style="color: #000080;">2. การซื้อลำโพงคู่นี้กลับมาใช้ที่สตูดิโอส่วนตัว และใช้งานเองจริงๆ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์</span></strong></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #00ffff;">การเปรียบเทียบเสียง กับ Rokit 6</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">คำถามแรกที่ผมเจอ คือ ทำไมต้องซื้อ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> ในเมื่อสามารถซื้อ </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6 Gen2</span></strong><span style="color: #000080;"> ได้ในราคาที่ถูกกว่า 1 หมื่นบาท หากความแตกต่างมีเพียงแค่วงจรขับเสียง, คำตอบที่สำคัญนั่นก็คือ คุณภาพเสียงที่แตกต่างกัน, โดยทั่วไปนั้น หากฟังผิวเผิน </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> กับ </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> จะมี character ของเสียงที่คล้ายคลึงกันมาก แต่ในแง่ของรายละเอียดที่สำคัญคือ</span> <span style="color: #0000ff;">ความชัดเจนของเสียงในย่านความถี่ต่างๆนั้น รุ่น <strong>VXT6</strong> มีความชัดเจนมากกว่า <strong>Rokit 6</strong> อย่างเห็นได้ชัด</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">ผมตั้งคำถามเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าหาก EQ เสียงของ </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> ให้มีความคล้ายคลึงกับ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;">, เจ้าตัว </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> สามารถใช้งานได้เทียบเคียงกับ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> หรือไม่, การทดลองนี้ทำโดยใช้ 16 band EQ ปรับสัญญาณเสียงที่ส่งเข้า </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> ในขณะที่สัญญาณเสียงที่ส่งเข้า </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> เป็นสัญญาณต้นฉบับ, ผลจากการทดสอบนั้นผมสามารถสรุปได้ว่า การ EQ เสียงนั้น สามารถช่วยให้ </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> ถ่ายทอดเสียงออกมาให้ใกล้เคียงกับ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> ได้ แต่ไม่สามารถแสดงรายละเอียดบางอย่างได้ครบถ้วน, ซึ่งผมพบว่าแนวเพลง Electronic หรือ Electronic Pop ที่มักจะใส่ลูกเล่นเสียงจำพวก Synth, Bass, หรือ Bass Drum เสียงความถี่ต่ำต่างๆ จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนกว่า ในรุ่น </span><strong><span style="color: #000080;">VXT 6</span></strong><span style="color: #000080;"> ในขณะที่ </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> กลับกลายเป็นเสียงที่มัวๆ ฟังไม่ค่อยออกว่าเป็นเสียงอะไร, เมื่อจับทางความแตกต่างของเสียงได้ ผมจึงทำการทดสอบต่อกับแนวเพลงอื่น ซึ่งก็ให้ผลที่เหมือนกันคือ ความชัดเจนที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #00ffff;">การเปรียบเทียบกับ VXT4, VXT8</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">เสียงที่ได้ยินจากลำโพงทั้ง 3 รุ่นนั้น แทบจะเหมือนกับที่สามารถคาดเดาได้ตั้งแต่แรกแล้ว นั่นคือ ปริมาณเสียงเบสที่แตกต่างกันตามขนาดของ Woofer ที่ต่างกัน, สำหรับลำโพงทั้ง 3 ขนาดนี้ สามารถถ่ายทอดเสียงออกมาได้อย่างชัดเจนมากๆอย่างไม่น่าสงสัย, วงจรขับเสียงที่มีรายละเอียดเหมือนกันแทบทั้งหมด ทำให้ความแตกต่างของทั้ง 3 รุ่นนี้ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ขนาดเท่านั้นเอง</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">สำหรับ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT4</span></strong><span style="color: #000080;"> นั้น ถ่ายทอดเสียงย่านความถี่ต่ำออกมาได้ชัดเจน แต่ปริมาตรของเสียงย่านความถี่ต่ำนั้นไม่ดีเท่าไหร่ ค่อนข้างน้อยเกินไป ถ้าหากคิดในแง่ของการเลือกไปใช้สำหรับงานที่หลากหลายกว่า การเลือกซื้อลำโพงรุ่น </span><strong><span style="color: #000080;">Rokit 6</span></strong><span style="color: #000080;"> ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกัน หรือยอมอดทนซื้อรุ่น </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> จะเป็นทางเลือกที่น่าพึงพอใจกว่า</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">สำหรับ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> และ </span><strong><span style="color: #000080;">VXT8</span></strong><span style="color: #000080;"> นั้น กลับกลายเป็นเรื่องของ &#8220;พลัง&#8221; ของการถ่ายทอดเสียงแล้ว, ความชัดเจนของเสียง ความสามารถในการถ่ายทอดเสียง รายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับเสียงที่สามารถได้ยินในการทดลองนั้น เหมือนกันมากจนแทบแยกไม่ออก, แต่แน่นอนว่า หากห้องทำงานใหญ่ ความต้องการใช้งานในระยะห่างของการฟังที่มากกว่า </span><strong><span style="color: #000080;">VXT8</span></strong><span style="color: #000080;"> สามารถทำได้ดีกว่าแน่นอน, และในมุมเดียวกันนั้นเอง ในการทดงานพื้นที่ค่อนข้างเล็ก ระยะห่างจากลำโพงที่ไม่มากนัก </span><strong><span style="color: #000080;">VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> ดูเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าในการใช้งาน</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h2><span style="color: #00ffff;">การใช้งานจริง โดยรวม</span></h2>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">ถึงแม้ผมรู้อยู่แล้วว่า ในช่วงของการ burn ลำโพงนั้น เสียงที่ได้ยินจะไม่ใช่เสียงที่ควรจะเป็น, แต่กระนั้นก็ตาม ในช่วงของการ burn นั้น เสียงแหลมเปี๊ยบเสียบแทงแก้วหู มันฟุ่งตรงทิ่มแทงอย่างมากจนอยากโยนลำโพงทั้งคู่ทิ้งลงถังเลยทีเดียว, ดังนั้นใครที่เพิ่งซื้อ </span><strong><span style="color: #000080;">KRK</span></strong><span style="color: #000080;"> ไปใช้ใหม่ๆ ควรที่จะอดทนอดกลั้น burn ลำโพงไปสักระยะหนึ่งก่อนด้วย, และแน่นอนว่าเมื่อ burn ลำโพงแล้ว เสียงที่ได้ยินเข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">ในห้องทำงานส่วนตัวที่มีขนาดประมาณ 4&#215;4 เมตรของผม, ลำโพง </span><strong><span style="color: #000080;">KRK VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> ที่วางในระยะใกล้ (วางระยะห่างจากผู้ฟังประมาณ 1.5-2 เมตร) สามารถถ่ายทอดเสียงได้ดีเยี่ยม, เมื่อจัดตำแหน่งของลำโพง และตำแหน่งของผู้ฟังอย่างเหมาะสม พบว่าการถ่ายทอดเสียงทุกย่านความถี่ชัดเจนอย่างมาก และตัวห้องแทบจะไม่มีผลต่อคุณภาพเสียงที่ได้ยินเลย, ในเรื่องของย่านความถี่ต่ำ ที่ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษ ซึ่งดูเหมือนว่า ลำโพงยี่ห้ออื่นๆที่ผมเคยเป็นเจ้าของ หรือเคยได้ทดลองใช้มานั้น (ลำโพงที่อ้างอิงเพื่อการเปรียบเทียบ ส่วนใหญ่มีราคาค่าตัวที่ต่ำกว่า </span><strong><span style="color: #000080;">KRK VXT6</span></strong><span style="color: #000080;">) จะไม่สามารถถ่ายทอดความถี่ต่ำๆได้อย่างชัดเจน และเคลียร์ อย่างที่ </span><strong><span style="color: #000080;">KRK VXT6</span></strong><span style="color: #000080;"> ตัวนี้จัดให้ผม ซึ่งสร้างความประทับใจได้อย่างมากทีเดียว, สำหรับเรื่องเสียง สิ่งที่ขาดไปนิดหน่อย (ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของลำโพงขนาดนี้) คือ ความรู้สึกที่จะได้ยินจากเสียงย่านความถี่ต่ำมากๆ เช่น เสียงระเบิด หรือเสียงฮัมของเครื่องยนต์รถที่อยู่ไกลๆ ในภาพยนต์หรือสารคดี จะไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างที่ คนดู คนฟังเสียงทั่วไป &#8220;</span><strong><span style="color: #000080;">รู้สึก</span></strong><span style="color: #000080;">&#8221; ในการฟังในโรงภาพยนต์ หรือเครื่องเสียง hifi ตามบ้าน ซึ่งตรงจุดนี้ อาจสามารถเติมแต่งได้โดยการใช้ sub-woofer</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #000080;">ระบบ auto-mute และ clip-indicator/limiter, ทำงานอย่างที่ </span><strong><span style="color: #000080;">KRK</span></strong><span style="color: #000080;"> โฆษณาเอาไว้, ถึงแม้ว่าความ sensitive ของระบบ auto-mute  อาจจะไม่เท่ากันสำหรับลำโพงแต่ละข้าง ซึ่งในที่นี้ผมทดสอบปิดสัญญาณเข้า และรอดูว่าเมื่อไหร่ลำโพงจะปิดตัวเอง พบว่า ลำโพงทั้งสองตัวนั้น จะปิดไม่พร้อมกัน ระยะเวลาห่างกันประมาณ 10 วินาที, และเมื่อเปิดสัญญาณขึ้นมาอีกครั้ง ลำโพงตัวหนึ่ง ก็จะเปิดตัวเองขึ้นมาทำงานเร็วกว่าอีกตัวหนึ่งเสมอ, ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นเรื่องของ sensitivity ของวงจรภายใน ซึ่งหาก </span><strong><span style="color: #000080;">KRK</span></strong><span style="color: #000080;"> สามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมดเหล่านี้ได้ จะเป็นเรื่องที่สร้างความพึงพอใจให้กลุ่มผู้ใช้ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดได้เลยทีเดียว</span></p>
<p style="text-align: justify;"><span style="color: #ffffff;">sonarboy.com</span></p>
<h1>สรุปแล้ว จะซื้อดีมั๊ยเนี่ย ?</h1>
<p style="text-align: justify;">ลำโพง <strong>KRK</strong> ตระกูล <strong>VXT</strong> โดยสรุปแล้ว จะมีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบรูปร่างภายนอก โครงสร้าง การเลือกใช้วัสดุที่ใช้เป็นตู้ลำโพง รวมไปถึงวงจรภาคขยายเสียง ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลไปถึงการใช้งานจริง, ก่อนที่ผมจะตัดสินใจซื้อลำโพงตัวนี้มาใช้งานนั้น ได้ยินทั้งคำวิภาควิจารณ์ทั้งในแง่ของเสียงที่ดูเหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่า เสียงกลางจะชัดเจนมาก จนกลบย่านเบสและย่านความถี่สูงไปเลย และมุมด้านลบในแง่ของการเลือกใช้พลาสติก ABS เป็นวัสดุในการผลิตตู้ลำโพง ที่ผมอดคิดไม่ได้ รวมไปถึงบทวิจารณ์ในหลายมุมจากนิตยาสารต่างประเทศหลายนิตยาสาร ทำให้อดคิดไม่ได้ในหลายๆเรื่องที่กล่าวมาข้างต้น</p>
<p style="text-align: justify;">ความชัดเจนของเสียงทุกย่านความถี่ เสียงที่โดดเด่นในย่านความถี่ช่วงกลางๆ ถือเป็นเอกลักษณ์หลักในแง่เสียงของลำโพงตัวนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ลำโพง <strong>KRK VXT6</strong> และ <strong>VXT8</strong> ถูกแนะนำให้เป็นลำโพงที่ต้องลองใช้ และเป็นลำโพงที่ควรใช้โดยเฉพาะสำหรับงาน Tracking เพราะทุกรายละเอียดของงานที่ควรจะได้ยิน ลำโพงตัวนี้สามารถถ่ายทอดออกมาได้หมด หรือที่ถูกเรียกเอาไว้ว่า ขี้ฟ้อง อย่างที่ใครๆกล่าวถึงกัน, ซึ่งความขี้ฟ้อง หรือความถี่กลางๆที่ชัดเจนเป็นพิเศษนี้ สำหรับลำโพงที่มีขายในไทยก็มีอยู่เพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น ที่มีลักษณะแบบนี้, ถ้ากำลังมองหาลำโพงที่สามารถแสดงทุกรายละเอียดของเสียงที่มนุษย์ได้ยิน ลำโพงนี้คือลำโพงที่ใช่แน่นอน และมันก็ไม่ใช่ลำโพงที่ฟังแล้ว &#8220;เพราะ&#8221; อย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ</p>
<p style="text-align: justify;">เสียงของ <strong>KRK</strong> มีเอกลักษณ์ที่อาจจะไม่เป็นที่ถูกใจคนฟังเพลงหลายๆคน ความขี้ฟ้องที่บางครั้งอาจจะจำเป็นสำหรับงานเสียงที่ต้องการรายละเอียดมากแต่ไม่จำเป็นสำหรับงานบางประเภท หรือแนวเพลงบางประเภท อาจะทำให้ผู้ซื้อต้องมองหาตัวเลือกที่เหมาะสมกว่าสำหรับงานของตัวเอง, และที่สำคัญที่สุดคือ ขนาดของลำโพง ขนาดของห้อง และข้อจำกัดในการวางลำโพงในห้องทำงาน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่กันไปด้วยในการเลือกซื้อ</p>
<p style="text-align: justify;">ราคาค่าตัวประมาณ 3 หมื่นกว่าๆ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆสำหรับคนที่คิดจะซื้อเอามาใช้เล่นๆ หรือหวังลำโพงสักตัวที่สามารถใช้งานได้ครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นเล่นเกมส์ ดูหนัง จนไปถึงทำเพลง, ลำโพงตัวนี้ถูกออกแบบมาเพื่องานเฉพาะทาง และเพื่อคนที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดด้านเสียงอย่างแท้จริง และถ้าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่คืองานที่เกี่ยวกับเสียง และคุณให้ความสำคัญกับเสียงจริงๆ ข้อสรุปสำหรับลำโพงตัวนี้ ไม่ใช่แค่ &#8220;อีกตัวเลือกหนึ่ง&#8221; เท่านั้น, แต่ต้องบอกว่า คุณต้องไม่พลาดที่จะได้ใช้ลำโพงตัวนี้ในการทำงานของคุณ!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-talk/54/krk-vxt6-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Export เป็น MP3 ด้วยโปรแกรม Sonar7</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-steps/50/sonar7-mp3-export/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-steps/50/sonar7-mp3-export/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 19 Feb 2010 03:11:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Steps : การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[export]]></category>
		<category><![CDATA[mp3]]></category>
		<category><![CDATA[Sonar7]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อ คุณทำเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณต้องการจะ Export ออกไปเป็นไฟล์เพื่อการจัดเก็บ เพื่อการแจกจ่ายให้เพื่อนฟัง คุณพบกว่าเมื่อคุณเลือก export เป็น MP3 คุณเจอปัญหาคือ มี dialog box โผล่ขึ้นมา โดยมีประโยคเขียนเอาไว้ว่า &#8220;The MP3 encoder must be unlocked before use. Please visit http://www.cakewalk.com to upgrade a previous encoder, or to purchase a new encoder.&#8221; น่ารำคาญนะครับที่ต้องมาเจอแบบนี้ ในขณะที่โปรแกรมอื่นให้ใช้กันฟรีๆ แต่เจ้า Cakewalk กลับมาคิดเงินกับเรา ผู้ เขียนเองก็ไม่มั่นใจนักว่าทำไม Cakewalk ถึงทำอย่างนี้ แต่ทาง Cakewalk เองก็ได้สร้างโปรแกรมเสริมขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องนี้ด้วย นั่นคือโปรแกรมที่มีชื่อว่า &#8220;Cakewalk External Audio Encoder [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อ คุณทำเพลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว คุณต้องการจะ Export ออกไปเป็นไฟล์เพื่อการจัดเก็บ เพื่อการแจกจ่ายให้เพื่อนฟัง คุณพบกว่าเมื่อคุณเลือก export เป็น MP3 คุณเจอปัญหาคือ มี dialog box โผล่ขึ้นมา โดยมีประโยคเขียนเอาไว้ว่า &#8220;<strong>The MP3 encoder must be unlocked before use. Please visit http://www.cakewalk.com to upgrade a previous encoder, or to purchase a new encoder.</strong>&#8221; น่ารำคาญนะครับที่ต้องมาเจอแบบนี้ ในขณะที่โปรแกรมอื่นให้ใช้กันฟรีๆ แต่เจ้า Cakewalk กลับมาคิดเงินกับเรา</p>
<p>ผู้ เขียนเองก็ไม่มั่นใจนักว่าทำไม Cakewalk ถึงทำอย่างนี้ แต่ทาง Cakewalk เองก็ได้สร้างโปรแกรมเสริมขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องนี้ด้วย นั่นคือโปรแกรมที่มีชื่อว่า &#8220;<strong>Cakewalk External Audio Encoder Setup</strong>&#8221; ซึ่งช่วยให้คุณสร้างช่องทางการ export ไฟล์ของคุณ เป็น format อะไรก็ได้ด้วยตนเอง</p>
<p>สำหรับบทความนี้ เราจะมาพูดถึงการ สร้างช่องทางสำหรับการ<strong> Export ออกไปเป็น MP3 ด้วย LAME MP3 Encoder </strong>กันครับ<span id="more-50"></span></p>
<h4>0.00 ก่อนจะเริ่มต้น</h4>
<blockquote><p>ปกติแล้ว ถ้าเราทำเพลงเสร็จเรียบร้อย เราก็จะกดที่เมนู <span style="text-decoration: underline;">F</span>ile &gt; <span style="text-decoration: underline;">E</span>xport &gt; Audio คุณก็จะเจอกับหน้าต่างที่ให้กำหนดค่าต่างๆ สำหรับการ export เมื่อคุณเลือกชนิดของไฟล์ ให้เป็น MP3 ในครั้งแรกๆ คุณอาจจะสามารถ export ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะเจอหน้าต่างที่เขียนว่า &#8220;The MP3 encoder must be unlocked&#8230;.&#8221; แบบนี้<br />
รูป</p>
<p>เอาล่ะครับ นั่นคือที่มาของความน่ารำคาญ ที่ทำให้เราต้องแก้ไขกัน</p></blockquote>
<h4>1.00 เริ่มต้นด้วยการ ดาวโหลด และติดตั้ง LAME MP3 Encoder</h4>
<blockquote><p>เพื่อ ลดความเสียเวลาในการศึกษา เว็บไซต์ SonarBoy.com ได้จัดชุด LAME Encoder เวอร์ชั่นล่าสุด (เวอร์ชั่น 3.98 ณ.วันที่ 4 กค. 2551) ให้ดาวโหลดกัน โดย <a href="../2009/download/doc_download/7-lame-encoder">กดที่นี่</a> ครับ<br />
.<br />
LAME MP3 Encoder มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ LAME MP3 Encoder ที่จะเอามาใช้สำหรับกรณีนี้ จะเป็น LAME MP3 Encoder แบบ Binaries(สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับ LAME MP3 Encoder ได้ที่ http://lame.sourceforge.net)<br />
.<br />
หลังจากที่ดาวโหลดไฟล์แล้ว จะเห็นได้ว่า ในไฟล์ zip นั้นจะมีไฟล์อยู่ 2 ไฟล์ ชื่อว่า <strong>lame.exe</strong> และ  <strong>lame_enc.dll</strong> ให้ก๊อปปี้ทั้ง 2 ไฟล์นี้ไปใส่ไว้ที่ C:\\Program Files\Cakewalk\Shared Utilities (หรือในกรณีที่คุณเก็บโปรแกรม Cakewalk เอาไว้ที่อื่น ให้ ก๊อปปี้ 2 ไฟล์นี้ ไปใส่ไว้ที่ Folder ที่ชื่อว่า Share Utilities) จากนั้นเราก็พร้อมที่จะทำให้โปรแกรม Sonar 7 รู้จักกับ Encoder ตัวนี้กันล่ะครับ</p></blockquote>
<h4>2.00 เปิดโปรแกรม Cakewalk External Audio Encoder Setup</h4>
<blockquote><p>ให้ คุณเปิดโปรแกรม Cakewalk Sonar 7 ขึ้นมา แล้วกระโดดไปที่เมนู Tools -&gt; Cakewalk Ext Encoder Config คุณก็จะเจอหน้าต่างดังต่อไปนี้<br />
รูป<br />
รูป<br />
<strong><span style="text-decoration: underline;"><br />
คุณสามารถเขียนตามที่เขียนไว้ในรูปได้เลยนะครับ&#8230; ในแต่ละช่องมันคืออะไร จะขออธิบายดังนี้ครับ<br />
</span></strong><strong><br />
ช่องแรก Friendly Name</strong> คือ ชื่อที่เราต้องการใช้ครับ เอาไว้ให้จำได้ หรือ ให้เรียกง่ายๆ<br />
<strong>ช่องถัดมา Extension</strong> เป็นนามสกุลของไฟล์ .. ตอนแรกมันก็จะเป็น .*** ให้คุณเปลี่ยนเป็น .mp3 ครับ<br />
<strong>ในช่องที่อยู่ข้างๆกัน ที่เขียนว่า Keep Wave File</strong> ไม่ต้องติ๊กมันครับ ..<br />
<strong>ช่องถัดมา คือ Description</strong> เอาไว้ให้เขียนคำอธิบายของตัว export ตัวนี้ที่เรากำลังสร้างอยู่ครับ<br />
<strong>ช่องถัดมา คือ path</strong> ให้ใส่ ที่อยู่ของไฟล์ lame.exe ที่เราเก็บเอาไว้ครับ&#8230;<br />
<strong>ช่องสุดท้าย Command</strong> คือ ช่องสำคัญครับ เป็นลูกเล่นสำหรับการ export คุณสามารถเขียนตามที่เห็นในรูปได้เลย หรือคุณอาจจะแก้ไขเองก็ได้ โดยใช้รูปแบบดังนี้ครับ</p></blockquote>
<blockquote>
<div>
<div>lame &lt;option&gt; %I %O</div>
</div>
<p>สำหรับ ในส่วนของ &lt;option&gt; ดังกล่าวนั้น ท่านสามารถหาอ่านรายละเอียดได้จาก  http://lame.cvs.sourceforge.net/*checkout*/lame/lame/USAGE</p>
<p>เมื่อ เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กด save ครับ &#8230; จากนั้นก็ปิด Cakewalk External Audio Encoder ไปซะ .. เราพร้อมแล้วที่จะ export เป็น MP3 ครับ</p></blockquote>
<h4>3.00 กลับมาที่ Sonar แล้วก็ export เป็น MP3 กัน</h4>
<blockquote><p>เมื่อ คุณทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดโปรแกรม Cakewalk Sonar และเปิดไฟล์โปรเจคเพลงของคุณขึ้นมาครับ..  สมมติว่าคุณพร้อมแล้วที่จะ export ให้ไปทีเมนู File -&gt; Export -&gt; Audio กันได้เลยครับ คุณก็จะเจอกับหน้าต่างนี้ และคุณก็จะเห็นว่า ตัวเลือก Format สำหรับการ Export ของคุณ ได้เพิ่มขึ้นมาแล้ว อยู่ด้านล่างสุดของตัวเลือกนั้นให้คุณเลือกเลยครับ<br />
รูป<br />
จากนั้นคุณก็ตั้งค่า ต่างๆ ตามที่คุณต้องการ จากนั้นก็กด export ครับ.. แค่นี้ก็เสร็จแล้วล่ะคุณก็จะได้ไฟล์ .mp3 อย่างที่คุณต้องการ<br />
อ่อ ระวังนะครับ ตอน export ให้เลือก samplig rate เป็น 44100 และเลือก Bit Depth เป็น 16 นะครับ จะได้ export ผ่านฉลุย..</p></blockquote>
<hr size="2" />เอา ล่ะครับ คิดว่าแค่นี้ก็คงจะทำให้ทุกท่านสามารถจะ export ออกเป็น mp3 ด้วยโปรแกรม Cakewalk Sonar 7 ได้แล้วนะครับผม.. ผมหวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์มาก (เลิกใช้คำว่า ไม่มากก็น้อยแล้วครับ 55) กับทุกๆคนนะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-steps/50/sonar7-mp3-export/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลองใช้ Monitor JBL LSR 2325P</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-talk/40/jbl-lsr-2325p-review/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-talk/40/jbl-lsr-2325p-review/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 03:44:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Talk : คุยไปเรื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[JBL LSR 2325P]]></category>
		<category><![CDATA[ProPlugin]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=40</guid>
		<description><![CDATA[JBL เป็นยี่ห้อหนึ่งที่ผลิตลำโพงคุึณภาพสูงป้อนสู่ตลาดงานดนตรี สำหรับงานห้องอัดเสียงนั้น พวกเรามักจะัได้เห็นลำโพงของ JBL ในรูปแบบของลำโพงเกรดสูงแบบ Near field ที่มีราคาค่าตัวมากกว่า 6 หมื่นบาทขึ้นไป ไปจนถึงลำโพงแบบ far field ขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องราคาเลย, ค่อนข้างนานมากแล้วที่เราไม่ได้เห็น JBL ทำลำโพง Monitor แบบ Near field เพื่อจับกลุ่มตลาดโฮมสตูดิโอ หรือ โปรเจคสตูดิโอที่เลือกใช้เงินลงทุนต่ำสักนิด, JBL 2300 series เป็นคำตอบนั้นของ JBL เป็นลำโพงที่ JBL ผลิตออกมา เพื่อเติมเต็มตลาดระดับนี้&#8230; และสำหรับช่วงนี้เอง ที่ผมไม่มี Monitor ใช้ (เพราะเพิ่งขายออกไป) จึงอยากลองอยากรู้เหลือเกินว่าลำโพงตัวนี้ของ JBL จะทำได้ขนาดไหนกัน JBL 23xx series สำหรับลำโพงตระกูลนี้ ณ.ปัจจุบัน มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน คือ LSR 2325P เป็นลำโพงที่มีขนาด Driver [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>JBL</strong> เป็นยี่ห้อหนึ่งที่ผลิตลำโพงคุึณภาพสูงป้อนสู่ตลาดงานดนตรี สำหรับงานห้องอัดเสียงนั้น พวกเรามักจะัได้เห็นลำโพงของ <strong>JBL</strong> ในรูปแบบของลำโพงเกรดสูงแบบ <strong>Near field</strong> ที่มีราคาค่าตัวมากกว่า 6 หมื่นบาทขึ้นไป ไปจนถึงลำโพงแบบ far field ขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องพูดกันถึงเรื่องราคาเลย, ค่อนข้างนานมากแล้วที่เราไม่ได้เห็น <strong>JBL</strong> ทำลำโพง Monitor แบบ <strong>Near field</strong> เพื่อจับกลุ่มตลาดโฮมสตูดิโอ หรือ โปรเจคสตูดิโอที่เลือกใช้เงินลงทุนต่ำสักนิด, <strong>JBL 2300 series</strong> เป็นคำตอบนั้นของ <strong>JBL</strong> เป็นลำโพงที่ <strong>JBL</strong> ผลิตออกมา เพื่อเติมเต็มตลาดระดับนี้&#8230; และสำหรับช่วงนี้เอง ที่ผมไม่มี Monitor ใช้ (เพราะเพิ่งขายออกไป) จึงอยากลองอยากรู้เหลือเกินว่าลำโพงตัวนี้ของ <strong>JBL</strong> จะทำได้ขนาดไหนกัน<span id="more-40"></span></p>
<h2><a href="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/01/jbl.jpg" rel="lightbox[40]"><img class="alignright size-medium wp-image-41" title="JBL 2300 series" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/01/jbl-300x221.jpg" alt="" width="300" height="221" /></a>JBL 23xx series</h2>
<p style="text-align: justify;">สำหรับลำโพงตระกูลนี้ ณ.ปัจจุบัน มีอยู่ทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน คือ <strong>LSR 2325P</strong> เป็นลำโพงที่มีขนาด Driver 5 นิ้ว, <strong>LSR 2328P</strong> เป็นลำโพงที่มีขนาด Driver 8 นิ้ว, และ <strong>LSR 2310P</strong> เป็นลำโพง Sub-woofer driver ขนาด 10 นิ้ว, ทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นแบบ Active ครับ</p>
<p style="text-align: justify;">การออกแบบของลำโพงตระกูลนี้ ดูเหมือนจะเน้นขนาดที่กระทัดรัดสักนิด จึงออกแบบให้กล่องลำโพง ใหญ่ พอดีๆ กับดอกลำโพง และเอาช่อง bass hole ไว้ด้านหลัง</p>
<p>การออกแบบทำได้สวยงามดูทันสมัยดีมาก ตัวกล่องลำโพง คาดว่าผลิตด้วยพลาสติกแบบ MDS ขึ้นรูป และมีการ finishing ผิวให้มีความรู้สึกเป็น Metallic สวยงาม, ไฟบอกสถานะการทำงานเป็นสีฟ้าสวยงาม, ถือว่า JBL ทำได้ดีมากๆสำหรับการออกแบบภายนอก ดูทันสมัย และทนทาน แต่อาจจะไม่ถูกใจคนที่รักลำโพงที่ให้ความรู้สึกขลัง คลาสสิค&#8230; เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกก็เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องเสียงก้คนละเรื่องกันครับ</p>
<h2>JBL LSR 2325P ตัวเลือกสำหรับการทดสอบ</h2>
<p>ลำโพง <strong>JBL LSR 2325p</strong> ถูกเลือกมาทดสอบ สำหรับกรณีนี้ ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ เป็นลำโพงระดับ Near field ที่มีขนาดดอกลำโพงไม่ใหญ่นัก น่าจะเหมาะสมกับห้องทำงานที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก อย่างโฮมสตูดิโอ หรือ โปรเจคสตูดิโอ, และค่าตัวที่อยู่ในระดับที่สร้างตัวเลือกของลำโพงได้ง่ายขึ้น คือมีค่าตัวอยู่ในช่วง 15,000 &#8211; 25,000 บาท ที่มีตัวเลือกของลำโพงดีๆ ให้เลือกมากสักนิด &#8230; และผมก็เชื่อเหลือเกินว่า หลายๆคน มีลักษณะความต้องการพื้นฐานสำหรับลำโพง งาน และงบ แบบที่กล่าวมานี้เช่นกัน</p>
<p>ตัวจริง จะมีปุ่มกด บิด ปรับ อยู่ด้านหลังของตัวลำโพงทั้งหมด และก็เป็นไปตามที่ทุกๆ คนคาดหวังให้ลำโพงทั่วไปมีเช่นกัน, <strong>JBL</strong> ตัวนี้ มีช่อง Input แบบ XLR, TRS สำหรับสัญญาณแบบ balanced และ RCA สำหรับสัญญาณแบบ Unbalanced&#8230;</p>
<p>มีปุ่มหมุนปรับ Volume ด้านหลัง พร้อมทั้งมีปุ่มปรับ Hi-freq cut ที่ประมาณ 7kHz, และ low-freq cut ที่ประมาณ 120Hzด้วย ช่วยให้ลำโพงตัวนี้สะดวกในการปรับแต่งตามความต้องการของผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น (และอย่าลืมนะครับ ว่ามีเพียงไม่กี่ยี่ห้อเท่านั้น ที่จะมี Hi-freq cut เอาไว้ด้วย : ปกติจะมีให้เห็นแค่ low cut เท่านั้น)</p>
<p>เรื่องไฟ ไม่มีปัญหา .. สามารถเลือกความต่างศักย์กระแสไฟที่จ่ายเข้าตัวลำโพงได้ ไม่ว่าจะเป็นไฟแบบ 110V สำหรับต่างประเทศ หรือไฟแบบ 220V สำหรับบ้านเรา</p>
<p><a href="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/01/jbl-lsr2325p-460-80.jpg" rel="lightbox[40]"><img class="aligncenter size-full wp-image-42" title="JBL LSP 2325P" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2010/01/jbl-lsr2325p-460-80.jpg" alt="" width="460" height="345" /></a></p>
<h3>SPECIFICATION</h3>
<ul>
<li>Dimension (มม.) : สูง x กว้าง x ลึก = 303 x 187 x 258</li>
<li>Description: <strong><span style="color: #800000;">60Hz &#8211; 18kHz Frequency response, 45Hz at 10dB Low Frequency extension</span></strong></li>
<li>Features: Two-way bass-reflex design. 5 inch woofer, 1 inch tweeter</li>
<li>Amplification (Watts): 55</li>
<li>Audio Inputs: Balanced XLR, 1/4&#8243; TRS, RCA</li>
<li>Crossover Frequency (kHz): 1.7</li>
<li>Frequency Response (kHz): 18</li>
<li>HF Driver: 1&#8243; (25 mm) 231H</li>
<li>LF Driver: 5&#8243; (132 mm) 235G</li>
<li>Type of Monitor: Active</li>
</ul>
<h2>ทดลองใช้งานจริง</h2>
<p>การทดสอบ Image ของเสียง, ผมใช้ track ที่เป็นเสียงคนเคาะ cowbell เดินเคาะไปทั่วเวที concert hall, สร้างความประทับใจในเรื่องการถ่ายทอด Image ของเสียงได้ดีมากเลย, ลำโพงสามารถถ่ายทอดและระบุตำแหน่งของผู้เคาะบนเวทีได้อย่างสบาย, จนเกือบคิดว่า มัน Wet เกินไปด้วยซ้ำ (ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว เสียงที่บันทึก เน้นเก็บเสียง Ambient เป็นหลัก), ถือว่าลำโพงตัวนี้ เก็บรายละเอียดได้ดีเลยทีเดียว</p>
<p>การทดสอบฟังดนตรีทั้งเพลงแนว rock, pop, acoustic, classical, jazz, live concert, พบว่าลำโพงรุ่นนี้ ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ค่อนข้างเคลียร์ ใส ให้รายละเอียดที่ชัดเจน เก็บรายละเอียดเสียงได้ดีมาก ค่อนข้างมีความโดดเด่นมากในความถี่กลางๆ ช่วงเสียงพูด (ประมาณ 400Hz ขึ้นไป) จนไปถึงความถี่สูงเลยทีเดียว, ถือว่าสำหรับย่านความถี่ช่วงนี้ JBL ทำได้ดีเลยไม่มีปัญหา</p>
<p>สำหรับย่านความถี่ต่ำ ซึ่งผมก็คาดเอาไว้ และเตรียมใจไว้นิดๆอยู่แล้ว ว่าลำโพงดอกเล็กขนาดนี้ อาจจะไม่สามารถถ่ายทอดย่านเบสออกมาได้อย่างชัดเจนนัก (โดยเฉพาะถ้าจะคิดเทียบกับลำโพงดอกใหญ่อย่าง 8 นิ้ว), ถึงแม้ในการถ่ายทอดเสียงย่านความถี่ต่ำนั้น ลำโพงตัวนี้ทำได้ดีเกินความคาดหมาย คือมีเสียงย่านความถี่ต่ำออกมาให้ได้ยินค่อนข้างมาก .. แต่ความชัดเจนของเสียงในย่านความถี่ต่ำ จะไม่ดีมากนัก เสียงค่อนข้าง smooth เกินไป (บางคนใช้คำอธิบายว่า เสียงมนๆ ) จับรายละเอียดของเสียงได้ยาก, ตัวนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับมี bass boost นิดหน่อย ถ้าหากใช้ในการ mix รวมกันทั้งเพลง อาจจะลำบากสักหน่อยที่จะจัดการรายละเอียดย่านความถี่ต่ำ นอกเสียจากเลือกจัดการทีละเสียงก่อน แล้วเอามารวมกัน, ถึงแม้จะมี low cut ที่จะช่วยตัดเสียงย่านเบสออกไปได้บางส่วน แต่กระนั้น ก็อาจจะไม่ดีพอสำหรับการทำงานบางประเภท</p>
<p>เรื่องความถี่ต่ำนี้ ควรที่จะต้องยอมรับเอาไว้อยู่แล้ว สำหรับลำโพงที่มีดอกขนาดเล็ก มีพื้นที่ตู้ลำโพงไม่ใหญ่มาก และมีราคาอยู่ในระดับนี้ &#8230; แต่บางคนก็อาจจะอดใจหงุดหงิดไม่ได้อยู่ดี</p>
<p>ในการทดสอบนี้ ผมได้เปรียบเทียบกับลำโพงตัวอื่นๆ ที่อยู่ในระดับเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น Spec หรือช่วงราคา, ทั้งยี่ห้อ Samson, Mackie, Tascam, KRK, แน่นอนว่าพบความแตกต่างในเรื่องเสียงอย่างเห็นได้ชัดเจนมาก, ลักษณะของเนื้อเสียงที่ถ่ายทอดออกมาจากลำโพงแต่ละตัวแต่ละยี่ห้อนั้นแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร, แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเลยว่า JBL จะเป็นลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ดีในระดับต้นๆ ของกลุ่มลำโพงระดับเดียวกันนี้ ทั้งเรื่องของ Image, ความชัดเจนของเสียงในแต่ละย่านความถี่ (นอกจากความถี่ต่ำ)</p>
<h2>บทสรุปของผมเอง..</h2>
<p>ลำโพงออกแบบได้สวยงาม ใช้วัสดุค่อนข้างให้ความรู้สึกของความทนทานได้ดี แต่การออกแบบที่ค่อนข้างทันสมัยมากเกินไปนิดอาจจะไม่ถูกใจบางคน, มีช่องสำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณเข้า ครบถ้วนทุกแบบที่ลำโพงควรจะมี, ลำโพงตัวนี้ถ่ายทอดเสียงออกมาได้ชัดเจน เก็บรายละเอียดของเสียงได้ดี ให้ Image ของเสียงได้ดีและชัดเจนมาก อาจจะให้ความรู้สึก Wet ไปบ้าง หากจัดวางลำโพงไม่ดีนัก, ย่านความถี่ต่ำอาจจะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดี ตามลักษณะของลำโพงขนาดเล็ก ตัวนี้รู้สึกเหมือนมีเนินเสียงย่านความถี่ต่ำกระโดดขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งอาจจะไม่เหมาะสมสำหรับสำหรับบางกรณี แต่ JBL ตัวนี้ ก็ยังมีสวิชท์ low-cut เอาไว้ปรับแก้ปัญหานี้ ซึ่งจะสามารถช่วยได้เล็กน้อย</p>
<p>อีกหนึ่งสิ่งที่เพิ่มเติมมาที่ลำโพงตัวอื่นไม่มี คือ Hi-pass filter ที่ประมาณ 7kHz เป็นจุดเด่นที่ช่วยให้สามารถปรับแต่งเสียงให้แก่ลำโพงตัวนี้ได้อีก</p>
<p>ลำโพงดอกเล็ก ตู้ลำโพงขนาดเล็ก ถูกออกแบบมาเพื่อห้องที่มีขนาดเล็กด้วย ก็คงจะต้องยอมรับว่า มันเป็นข้อจำกัดที่จะต้องเจอ.. แต่ผมก็ไม่แปลกใจนักที่จะสรุปว่า ในช่วงราคานี้ ลำโพงที่อยู่ในเกรดประมาณนี้ และ spec ที่ใกล้เคียงกันนี้, JBL สามารถยืนอยู่ในแถวหน้าได้สบาย</p>
<h2>คำขอบคุณ</h2>
<p>การ review นี้จะไม่เกิดขึ้นเลย หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากร้าน <a href="http://www.proplugin.com" target="_blank">ProPlugin.com</a> ที่อยู่ที่ลาดพร้าว, ขอบคุณพี่ๆที่ร้าน ที่ช่วยเตรียมลำโพงที่ผมอยากทดลองเอาไว้ให้เรียบร้อย รวมไปถึงการเตรียมลำโพงตัวอื่นๆ ยี่ห้ออื่นๆ รุ่นอื่นๆ เอาไว้ให้ทดสอบอีกด้วย, ขอขบคุณจริงๆ สำหรับบริการที่สร้างความประทับใจทุกครับที่เข้าไปเยี่ยมเยียนครับ</p>
<h3>ตัวเลือกเพิ่มเติมในระดับใกล้เคียงกัน</h3>
<p>ถ้าหาก <strong>JBL</strong> ตัวนี้ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องเสียงที่คุณต้องการได้, คุณยังมีตัวเลือกอื่นที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือ <strong>Samson Rubicon</strong> ทั้ง 5 นิ้ว 6 นิ้ว และ 8 นิ้ว, <strong>KRK Rokit</strong> 5 หรือ 6, <strong>M-audio BX</strong> ทั้ง 5 นิ้ว และ 8 นิ้ว, <strong>Yamaha HS</strong>50M, <strong>Alesis M1</strong> a &#8230; และอีกมาก&#8230;</p>
<p>ตัวเลือกยังเยอะเกินไปใช่มั๊ยครับ .. ผมแนะนำได้เลย ว่าให้เดินเข้าไปที่ร้าน <a href="http://www.proplugin.com" target="_blank">ProPlugin.com</a> ที่ลาดพร้าว คุณจะได้พบกับกำแพงลำโพงมอนิเตอร์ สาระพัดรุ่น ยี่ห้อ ให้คุณได้ทดลองเสียง ทดลองใช้ ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อสักตัว จนคุณพอใจเลยล่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-talk/40/jbl-lsr-2325p-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แกะกล่อง Audio-Technica AT2020</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-talk/32/review-audio-technica-at2020/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-talk/32/review-audio-technica-at2020/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Dec 2009 01:50:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Talk : คุยไปเรื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[AT2020]]></category>
		<category><![CDATA[audio-technica]]></category>
		<category><![CDATA[Microphone]]></category>
		<category><![CDATA[Review]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=32</guid>
		<description><![CDATA[เนื่อง จากผู้เขียนได้รับงานบันทึกเสียงการร้องเพลงประสานเสียงของโรงเรียนแห่ง หนึ่ง ผู้เขียนจึงถือโอกาสควักกระเป๋าซื้อไมโครโฟนคอนเดนเซอร์รุ่นเล็กที่สุดของ ยี่ห้อ Audio-Technica มา 2 ตัว สำหรับบันทึกงานแบบ Stereo และก็ถือโอกาสนี้ ได้ review เกี่ยวกับไมโครโฟนตัวนี้ให้ผู้อ่านได้รู้จักกัน

Audio-Technica AT2020 นี้ออกสู่ตลาดราวปี 2548-2549 มันไม่ใช่ไมโครโฟนรุ่นถึกที่น่าอาย (ไม่มีการตกแต่งให้สวยงามหรูหราเอาซะเลย) มันมาพร้อมกับ Standmount (หรือจะเรียกว่าที่ยึดไมค์กับ ขาตั้ง) และก็มาพร้อมกับซองหนังมีซิบปิดบุกันกระแทกอย่างดี,  Polar Pattern ของไมค์รุ่นนีเป็นแบบ fixed cardioid นั่นหมายความว่า ค่อนข้างจะเหมาะสมกับการบันทึกเสียงร้อง เสียงพูดเสียงเครื่องดนตรี และบรรยากาสทั่วๆ ไป .. [อ่านต่อ..]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4>Audio-Technica AT2020 ไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ จาก Audio-Technica</h4>
<p>เนื่อง จากผู้เขียนได้รับงานบันทึกเสียงการร้องเพลงประสานเสียงของโรงเรียนแห่ง หนึ่ง ผู้เขียนจึงถือโอกาสควักกระเป๋าซื้อไมโครโฟนคอนเดนเซอร์รุ่นเล็กที่สุดของ ยี่ห้อ Audio-Technica มา 2 ตัว สำหรับบันทึกงานแบบ Stereo และก็ถือโอกาสนี้ ได้ review เกี่ยวกับไมโครโฟนตัวนี้ให้ผู้อ่านได้รู้จักกัน</p>
<p style="text-align: justify;"><img class="size-full wp-image-33 alignright" title="audio-technica-at2020" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/12/audio-technica-at2020.jpg" alt="audio-technica-at2020" width="260" height="385" />Audio-Technica AT2020 นี้ออกสู่ตลาดราวปี 2548-2549 มันไม่ใช่ไมโครโฟนรุ่นถึกที่น่าอาย (ไม่มีการตกแต่งให้สวยงามหรูหราเอาซะเลย) มันมาพร้อมกับ Standmount (หรือจะเรียกว่าที่ยึดไมค์กับ ขาตั้ง) และก็มาพร้อมกับซองหนังมีซิบปิดบุกันกระแทกอย่างดี,  Polar Pattern ของไมค์รุ่นนีเป็นแบบ fixed cardioid นั่นหมายความว่า ค่อนข้างจะเหมาะสมกับการบันทึกเสียงร้อง เสียงพูดเสียงเครื่องดนตรี และบรรยากาสทั่วๆ ไป ไม่ใช่การบันทึกเสียงในแบบรอบทิศทาง, ตัวไมค์ ไม่มีสวิชท์ pad หรือ filter แต่อย่างใด .. ถึกดีจริงๆ (ชอบใจเป็นการส่วนตัว), ขนาดของไมค์อาจจะดูค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับไมค์โครโฟนรุ่นเล็กของยี่ห้อ อื่นๆ, ภายในเป็นแคปซูลรับเสียงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร ซึ่งมันก็เล็กกว่าทั่วๆไป ซึ่งเป็นขนาด 25 มิลลิเมตร อยู่เล็กน้อย แต่นี่ก็เป็นจุดที่ทำให้ เราสามารถเป็นเจ้าของไมค์คุณภาพระดับนี้ ได้ในราคาต่ำไม่ใช่หรือ และอีกอย่างมันดูแลง่ายกว่าด้วยซ้ำไป, ถ้าคุณคิดว่าขนาดของ แคปซูล หรือ ไดอะแพรมรับเสียงที่เล็กกว่ามาตรฐานนี้ จะรับเสียงได้บาง หรือไม่เที่ยงตรง คุณกำลังคิดผิด, เจ้าตัวนี้สามารถตอบสนองช่วงความถี่ได้เต็มช่วงที่ 20Hz-20,000Hz เลยทีเดียว ซึ่งถ้าดู frequency respond curve แล้ว ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เจ้าไมค์ตัวนี้ตอบสนองความถี่ได้ค่อนข้างเที่ยงตรงอย่างมาก จะมีช่วงประมาณ 70Hz ที่กราฟจะตกลงไปนิดหน่อย และที่ 5-15 kHz จะสูงขึ้นไปนิดหน่อย แต่ไม่ถึง 2dB ครับ&#8230; curve ของมันเป็นเส้นตรงกว่า SM58</p>
<p style="text-align: justify;">ตัวกรอบไมค์ แบบว่า โคตรถึก ด้วยน้ำหนักประมาณ 12.1 ออนซ์ หรือประมาณ 340 กรัม เป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างมากพอควร เมื่อเทียบกับขนาดตัวไมค์ คำว่าถึกที่ผมใช้อธิบายไว้ตอนต้นเพราะว่าตัวกรอบไมค์ นั้นทำมาจากโลหะหล่อ ค่อนข้างหนา และแข็งแรงมาก และก็ยังจัดการแยกส่วนของวงจรอิเลคทรอนิค สายไฟต่างๆ ภายใน ออกจากส่วนของไดอะแพรมรับเสียงโดยสิ้นเชิง พื้นที่ที่ใส่ไดอะแพรมรับเสียงนั้น กว้างมาก และทำให้มั่นใจได้ว่า ขนาดของไมค์ ไม่มีผลต่อการรับเสียงแน่นอน (ทำให้ผมนึกไปถึงไมโครโฟนคอนเดนเซอร์เล็กๆ ขนาดประมาณนิ้วหัวแม่มือ หรือ SM58 ที่จะให้เสียงค่อนข้างอู้ๆ ทุ้มๆ เล็กน้อย) ส่วนบนมีตะแกรงโดยรอบ ทำหน้าที่เป็น pop-filter แต่คุณก็ควรจะหาซื้อ pop-filter แบบสะดึงขึงด้วยถุงน่องมาใช้เพิ่มเติมด้วยเมื่อคุณต้องบันทึกเสียงร้อง, สำหรับ SPL มากที่สุดของไมค์ตัวนี้ คือ 144dBSPL ที่ 1kHz สำหรับ 1% THD ซึ่งหมายถึงว่า คุณไม่ต้องกังวลกับการนำไปใช้บันทึกเสียงที่ดังมากๆ เช่นการจ่อที่ลำโพงแบบฮอร์นใกล้ๆ, สำหรับเจ้าตัวนี้ ก็เหมือนกับไมโครโฟนแบบคอนเดนเซอร์ทั่วไป คือ ต้องการไฟเลี้ยง ขนาด 48V และมันก็ไม่มีทางหาถ่านไฟฉายมาใส่ได้ด้วย</p>
<h4>ทดลองบันทึกเสียง</h4>
<p>สำหรับการทดลองใช้ในสตูดิโอ SonarBoy ไมโครโฟนตัวนี้สามารถให้คุณภาพเสียงที่อิ่ม ได้น้ำได้เนื้อ มีคุณภาพที่เชื่อถือได้</p>
<p align="justify">สำหรับ การบันทึกทั้งเสียงร้อง และเครื่องดนตรี, ในการใช้เป็นไมค์บันทึกเสียงร้อง มันแสดงให้เห็นว่าในช่วงความถี่ ต่ำ-กลาง ให้เสียงที่ค่อนข้างอุ่น และราบเรียบสำหรับเสียงนักร้องส่วนใหญ่, สำหรับช่วงความถี่สูงๆ ประมาณ 8kHz ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ไมค็ตัวนี้ค่อนข้างจะไวต่อเสียงความถี่ช่วงนี้มาก และจะให้ความรู้สึกของ &#8220;air&#8221; เพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งมันสร้างความเป็นธรรมชาติให้กับเพลงของคุณได้ ซึ่งไม่เหมือนกับไมโครโฟนทั่วไปที่ต้องระวังเรื่องนี้ เนื่องจากว่าเสียง air แบบนี้ มันก่อให้เกิด noise ได้มากกว่าที่จะสร้างความรู้สึกของดนตรีสด (ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้เขียนมักจะต้องใช้ plugin ช่วยเพิ่มเสียงแบบ airy นี้เข้าไปทีหลัง) แต่เจ้าตัวนี้ช่วยได้มากจริงๆ.. โดยมันไม่ได้สร้างเสียงรบกวนอันน่ารำคาญใจให้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะเจ้าตัวนี้ไม่ได้ปรุงแต่งเสียงต้นฉบับมากนัก ไมโครโฟนตัวเลย เลยเหมาะสมอย่างมากสำหรับการใช้บันทึกเสียงนักร้องมากหน้าหลายตา ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้ของการถ่ายทอดเสียงจากไมค์ตัวนี้ กับลักษณะเสียงร้องของนักร้องมากมาย, ถึงแม้กระนั้นก็ตาสำหรับช่วงความถี่สูงๆ มากๆ ตั้งแต่ 8kHz ขึ้นไป ผู้เขียนสังเกตได้ชัดเจนว่า มี noise เกิดขึ้นเล็กน้อย ซึ่งไม่น่าพิศมัยมากนักเมื่อเทียบกับไมโครโฟนคุณภาพสูงส่วนใหญ่ที่มีอยู่ใน ท้องตลาด แต่สำหรับกรณีที่ใช้ไมโครโฟนตัวนี้บันทึกเสียงโดยการวางไมค์ในระยะที่ใกล้ กับแหล่งกำเนิดเสียงนั้น &#8230; noise เหล่านี้ ไม่เป็นปัญหาต่อการบันทึกเสียงแบบนี้แต่อย่างใด, และโดยส่วนตัวเอง ผู้เขียนก็ไม่ได้คิดอยู่แล้วว่าไมโครโฟนแบบนี้จะถูกเลือกใช้สำหรับการบันทึก เสียงวงออเคสตร้า ในแบบที่ต้องวางไมโครโฟนห่างจากแหล่งกำเนิดเสียงในระยะหลายๆเมตร ซึ่งถ้าแหล่งกำเนิดเสียงดังมากพอ ก็ไม่น่าจะสร้างปัญหาให้คุณมากมายแต่อย่างใด</p>
<p align="justify">ทดลอง บันทึกเสียงกีตาร์อะคูสติก, ไมโครโฟนตัวนี้ให้เสียงที่มีความสมดุลในทันทีทันใด เป็นไมค์ที่ทำงานได้ง่ายมาก สามารถมองหามุมสำหรับการวางไมค์ที่ทำให้ได้เสียงกีตาร์ที่นุ่มหูได้อย่าง สบาย, เสียงที่ได้จากไมโครโฟนตัวนี้ค่อนข้างลึกและเคลียร์ โดยปราศจากเสียงแคร่กๆ ก๊องๆ ซึ่งอาจจะได้ยินจากการใช้ไมโครโฟนบางตัว, สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับไมโครโฟนตัวนี้ คือการปิดกั้นเสียงที่เข้ามาจากมุมอื่นที่ไม่พึงประสงค์ เช่นเสียงจากด้านหลังไมค์ ซึ่งสร้างความประทับใจให้ผู้เขียนได้มาก เนื่องจากคอมพิวเตอร์ของผู้เขียนมีพัดลมที่สร้างเสียงดังกังวาลมาก ถึงขนาดที่ต้องเอาผ้านวมหนาๆ มาคลุมตัวเครื่องไว้ในกรณีที่ต้องอัดเสียงเลยทีเดียว แต่ด้วยไมค์ตัวนี้ ผู้เขียนพบว่าแม้จะเปิดโล่งให้เสียงเครื่องคอมพิวเตอร์ดังหึ่งๆ ตลอดเวลา ก็ไม่มีเสียงเข้าไปรบกวนแต่อย่างใด</p>
<h4>ราคาค่าตัว ?</h4>
<p>Audio-Technica ได้วางเอาไว้ว่าไมโครโฟนใน ซีรี่ย์ 20 เป็นไมโครโฟนที่ใช้ในงานบันทึกเสียงคุณภาพสูงในแบบทั่วไป โดยเป็นไมโครโฟนที่จะลดคุณสมบัติลง เพื่อให้สามารถทำราคาแข่งขันกับไมโครโฟนระดับผู้ใช้งานทั่วไป และผู้เริ่มต้นจากผู้ผลิตรายอื่นได้ .. โดยราคาตั้งที่ต่างประเทศอยู่ที่ 169 US Dolla หรือ ประมาณ 5,000-6,000 บาท ในขณะนี้ ซึ่งราคาขายปกติที่ลดราคาแล้ว สามารถหาได้ที่ราคา 4,000-4,800 บาท ถ้ารวมค่าส่งมาเมืองไทย ก็น่าจะทำให้ราคาเท่ากับ 5 พันกว่าบาท พอดี..</p>
<p align="justify">สำหรับ ราคาระดับนี้แล้ว นั่นหมายถึง เจ้าไมโครโฟนรุ่น AT-2020 นี้ ในตลาดโลก จะต้องแข่งกับไมโครโฟนราคาประหยัดอย่าง AKG Perception 100, AKG Perception 120, Behringer B1, Samson C03 หรือ Studio Project B1 &#8230; ซึ่งเมื่อเทียบกันอย่างนี้แล้ว ด้วยชื่อเสียงของยี่ห้อ Audio-Technica นี้ คุณภาพย่อมเป็นที่ยอมรับได้มากกว่ายี่ห้ออื่นๆ ที่กล่าวมาแน่นอน</p>
<h4>บทสรุป</h4>
<p align="justify">สำหรับการใช้งานบันทึก เสียงทั่วไป .. ไมโครโฟนจาก Audio-Technica รุ่น AT2020 ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนในเรื่องของคุณภาพเสียง การตอบสนองช่วงความถี่ที่กว้างมาก ความเที่ยงตรงของเสียงที่อยู่ในระดับดีมาก เสียงที่อุ่นหนาในย่านความถี่ที่เหมาะสม ให้คุณภาพเสียงดีในระดับที่สมดุลสำหรับทั้งการบันทึกเสียงร้อง และเสียงกีตาร์อะคูสติก มันอาจจะดูน่าสงสารอยู่นิดหน่อย ที่ไม่แถม shock-mountแต่ผู้เขียนก็สามารถเข้าใจได้ว่า สำหรับ Audio-technica แล้วการทำให้สินค้าคุณภาพระดับนี้ มีราคาต่ำได้นั้น จำเป็นต้องทำแบบนี้ และ standmount ที่แถมมาให้ ก็ทำงานได้ดีอย่างไม่มีข้อสงสัย</p>
<p align="justify">มัน จัดเป็นไมโครโฟนที่คุ้มค่ามาก ด้วยการออกแบบวัสดุที่แข็งแรง คุณภาพเสียงดี และความน่าเชื่อถือในยี่ห้อ ซึ่งยี่ห้อ Audio-Technica นี้ มีความน่าเชื่อถือได้ในระดับเดียวกับ Shure หรือ Sennheiser (อย่าเอาไปเทียบกับ Behringer หรือ Samson เลย มันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว) คุณตัดสินใจเลือกใช้สินค้ายี่ห้อนี้ได้สบาย , และสุดท้าย ด้วยมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับไมโครโฟนคุณภาพสูง ระดับไฮโซ ของ Audio-Technica เป็นที่แน่นอนว่า ผู้เขียน ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เกี่ยวกับคุณภาพเสียงของไมโครโฟนตัวนี้ และในการใช้งานบางกรณีแล้ว เจ้าตัวนี้สามารถให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า หรือเทียบเคียงกับไมโครโฟนที่มีราคาแพงกว่าหลายเท่าตัว</p>
<p>ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ ไมโครโฟนตัวนี้กลายเป็น Best Seller ในร้านค้าต่างประเทศได้โดยไม่มีข้อต้องสงสัย</p>
<blockquote><p><span>ขอขอบคุณ คุณณรงชัย โภคา สำหรับความรู้เกี่ยวกับสินค้าไมโครโฟนยี่ห้อต่างๆ,<br />
ขอขอบคุณผู้ที่ไม่ประสงค์จะเอ่ยนาม ที่ช่วยหิ้วสินค้ามาให้จากต่างประเทศ </span></p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-talk/32/review-audio-technica-at2020/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Addictive Drum ตอนที่ 2 (ลงโปรแกรม)</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-steps/13/addictive-drum-2/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-steps/13/addictive-drum-2/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2009 14:35:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Steps : การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Addictive Drum]]></category>
		<category><![CDATA[XLN Audio]]></category>
		<category><![CDATA[กลอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=13</guid>
		<description><![CDATA[ตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรม Addictive Drum ด้วยสาเหตุที่ว่า เล็ก ความสามารถสูง ปรับนู่น ปรับนี่ ได้เยอะ คุณภาพเสียงดี มีตัวเสริมไม่เยอะ ไม่ต้องรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงตัวเสริมตัวอื่น ไม่กินแรม ไม่กินพื้นที่ ดีทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเอาไปโชว์คนอื่นไม่ได้ เพราะไม่ใหญ่ไม่ไฮโซ เดี๋ยวภาพพจน์จะไม่ดี แต่ไม่เป็นไรผมใช้คนเดียวไม่สนใจเสียงใคร.. ก็ตัดสินใจลง Addictive Drum เพื่อใช้กับ SONAR 7 ล่ะคร๊าบ..]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรม Addictive Drum ด้วยสาเหตุที่ว่า เล็ก ความสามารถสูง ปรับนู่น ปรับนี่ ได้เยอะ คุณภาพเสียงดี มีตัวเสริมไม่เยอะ ไม่ต้องรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ลงตัวเสริมตัวอื่น ไม่กินแรม ไม่กินพื้นที่ ดีทั้งนั้นแหละ แต่ว่าเอาไปโชว์คนอื่นไม่ได้ เพราะไม่ใหญ่ไม่ไฮโซ เดี๋ยวภาพพจน์จะไม่ดี แต่ไม่เป็นไรผมใช้คนเดียวไม่สนใจเสียงใคร.. ก็ตัดสินใจลง Addictive Drum เพื่อใช้กับ SONAR 7 ล่ะคร๊าบ..<span id="more-13"></span></p>
<p>เมื่อคุณได้แผ่นโปรแกรมมาแล้ว สำหรับตัว Addictive Drum ตัวแรกจะเห็นว่ามีไฟล์ และ folder ต่างๆ ดังรูปข้างล่าง.. ให้คุณ Click เรียกไฟล์ &#8220;<span style="text-decoration: underline;">Install Addictive Drums Windows.exe</span>&#8221; เปิดขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นลงโปรแกรมครับ..</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-15" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-002.png" alt="xln-additivedrum-002" width="506" height="77" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-16" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-003.png" alt="xln-additivedrum-003" width="556" height="358" /></p>
<p>หลังจากนั้นก็จะเจอหน้าต่างมากมายซึ่งคุณเพียงแค่กด Next ไปเรื่อยๆ.. จนมาถึงหน้าต่างที่ถามว่า คุณจะติดตั้งโปรแกรมเอาไว้ที่ไหน ดังรูปข้างล่างนี้ครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-17" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-004.png" alt="xln-additivedrum-004" width="556" height="358" /></p>
<p>ในกรณีนี้ คือการเลือกว่า คุณจะเอาไฟล์โปรแกรมกลองที่มีขนาดประมาณ 1.8 Gb ไปเก็บไว้ที่ไหน ถ้าใครมีพื้นที่เหลือมากมาย และไม่ชอบเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมากนัก ก็ปล่อยให้เป็น C:\&#8230;. อย่างที่โปรแกรมตั้งเอาไว้ให้อยู่แล้ว ก็ได้ครับ.. ในกรณีของผม ผมย้ายไปที่ G:\ เนื่องจากว่าพื้นที่ใน Harddisk ของผมเหลือไม่มากครับ&#8230;</p>
<p>ถัด ไปจากนี้ ก็จะถามว่า จะลง plugin ในแบบไหน VST หรือ RTAS ก็เลือกเฉพาะ VST ครับ เพราะว่า RTAS เป็น plugin สำหรับโปรแกรม Protool ซึ่งเฉพาะคนที่ใช้โปรแกรม Protool เท่านั้นนะครับ..</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-18" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-005.png" alt="xln-additivedrum-005" width="556" height="358" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-19" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-006.png" alt="XLN Addictive Drum" width="390" height="308" /></p>
<p>กด Next ต่อไปอีกหน่อย ก็จะถามว่า จะเอาไฟล์ plugin ที่เป็น VST ไว้ที่ไหนในเครื่องครับ.. สำหรับผมก็เปลี่ยนที่อีกเหมือนกัน อย่างที่เห็นในรูปก็คือ <span style="text-decoration: underline;">c:\audio\vst\instruments\Drum</span> ครับ ขั้นตอนนี้ก็เป็นขั้นสุดท้ายในส่วนของการลงโปรแกรมแล้วล่ะครับ.. กด OK กด Next ไปเรื่อยๆ โปรแกรมก็จะก๊อปปี้ไฟล์ เข้าไปในเครื่องของคุณเองครับ  จะรอ หรือไปเดินเล่นที่ไหนก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวก็เสร็จ..</p>
<h3>ให้ SONAR เรียกหา Addictive Drum</h3>
<p>สำหรับคนที่ทำให้โปรแกรม SONAR มองหา VST เป็นแล้ว ข้ามตอนนี้ไปได้เลยครับ.. ถ้ายังไม่เคยทำ อ่านต่อนะครับ&#8230;</p>
<p>ให้ เปิดโปรแกรม Cakewalk SONAR ขึ้นมาครับ.. ในตัวอย่างนี้เราจะใช้โปรแกรม Cakewalk SONAR เวอร์ชั่น 7 กัน.. เมื่อเปิดขึ้นมาแล้ว ให้ไปที่เมนู  Tools-&gt;Cakewalk Plug-in Manager เพื่อเปิด ตัวจัดการ plugin ของ SONAR7 ขึ้นมาครับ..ด้านล่างคุณจะเห็นว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับ VST Plugin (ดูรูปประกอบ)</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-20" title="xln-additivedrum-007" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-007.png" alt="xln-additivedrum-007" width="366" height="198" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-21" title="xln-additivedrum-008" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-008.png" alt="xln-additivedrum-008" width="533" height="476" /></p>
<p>กดที่คำว่า <strong>Options</strong> เพื่อเข้าสู่หน้าต่างของ Cakewalk VST Scan Paths, แล้วให้กด Add เพื่อเพิ่ม Folderที่เก็บไฟล์ของ Additive Drum ครับ&#8230;</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-22" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-009.png" alt="xln-additivedrum-009" width="396" height="334" /></p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-23" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-010.png" alt="XLN Addictive Drum" width="427" height="377" /></p>
<p>จำได้มั๊ยครับ ว่าหน้าที่แล้ว ผมเลือกเอาไว้ว่าจะเก็บ VST Plugin เอาไว้ที่ <span style="text-decoration: underline;">c:\audio\vst\instruments\Drum</span> ดังนั้น ในลำดับนี้ผมจะให้โปรแกรม ไปเรียกหา Addictive drum ที่ <span style="text-decoration: underline;">c:\audio\vst\instruments\</span> ผมไม่เลือกลึกไปกว่านี้เพราะว่าโปรแกรมมันจะมองหาไฟล์ใน sub-folder ให้เองครับ..</p>
<p style="text-align: center;"><img class="aligncenter size-full wp-image-24" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-011.png" alt="XLN Addictive Drum" width="378" height="309" /></p>
<p>เมื่อพร้อมแล้วก็กด OK และ ก็ OK อีกรอบ เพื่อปิดหน้าต่าง Cakewalk VST Scan Paths ได้เลยครับ..มันจะกลับมายังหน้า Cakewalk Plug-in Manager อีกครั้ง ให้คุณกดไปที่ Scan VST Plug-ins แล้ว Sonar จะมองหาโปรแกรมใหม่ทั้งหมดที่มีอยู่ใน VST Folder ที่เราเลือกเอาไว้ครับ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วในหน้าต่างก็จะแสดงชื่อของ Additive Drum ให้เห็นกัน.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-25" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-012.png" alt="XLN Addictive Drum" width="386" height="170" /></p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-26" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-013.png" alt="XLN Addictive Drum" width="531" height="506" /></p>
<p>มีรายการโปรแกรมเข้ามาแล้ว แสดงว่าคุณสามารถลงโปรแกรม และทำให้ SONAR รู้จักกับ Addictive Drum ได้เรียบร้อยโรงเรียน SonarBoy แล้วครับ, คุณกดปุ่ม close ปิดหน้าต่างไปได้เลย แล้วเรามาลองดูกัน ว่ามันเข้าไปอยู่ใน SONAR และพร้อมใช้งานแล้วรึยัง..</p>
<p>ให้คุณเปิด โปรเจคใหม่ขึ้นมา แล้วไปที่เมนู Insert -&gt; Soft Synths -&gt; และจะเห็นว่า มีชื่อ Addictive Drums เข้ามาอยู่ในรายการแล้ว.</p>
<p><img class="aligncenter size-full wp-image-14" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-014.png" alt="XLN Addictive Drum" width="468" height="536" /></p>
<p>เอาล่ะครับ ตอนนี้เราก็พร้อมแล้ว ที่จะเอาโปรแกรม Addictive Drums ไปใช้กันแล้วล่ะครับ&#8230; เอ้อ จะว่าไป ลง Addictive Drum เอาไว้ใช้กับ SONAR 8.3.1 ที่อยู่ในเครื่องคอมฯ อีกเครื่องดีกว่า&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-steps/13/addictive-drum-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>9</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Addictive Drum ตอนที่ 1 (พูดคุย)</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-steps/6/addictive-drum-1/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-steps/6/addictive-drum-1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Sep 2009 02:27:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Steps : การเดินทาง]]></category>
		<category><![CDATA[Addictive Drum]]></category>
		<category><![CDATA[XLN Audio]]></category>
		<category><![CDATA[กลอง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=6</guid>
		<description><![CDATA[ครั้งที่เว็บยังตัวโตกว่านี้ เคยเขียนเกี่ยวกับโปรแกรม Addictive Drum ไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นโปรแกรม Addictive Drum จะมีอยู่แค่ 2 ชุด คือ ตัวแม่ ที่ชื่อว่า Addictive Drum นี่แหละ และอีกชุดหนึ่งที่มีชื่อว่า Retro Pack, แต่ตอนนี้มีชุดใหม่เพิ่มเติมออกมาแล้วด้วยกัน 2 ชุด คือ Modern Jazz Brush และชุด Modern Jazz Stick ที่เอาไว้สำหรับตอบโจทย์ของกลุ่มชื่นชอบเสียงกลองนุ่มๆ โดยเฉพาะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img class="alignleft size-full wp-image-7" title="XLN Addictive Drum" src="http://sonarboy.com/wp-content/uploads/2009/09/xln-additivedrum-001.jpg" alt="XLN Addictive Drum" width="272" height="272" />ครั้งที่เว็บยังตัวโตกว่านี้ เคยเขียนเกี่ยวกับโปรแกรม <strong>Addictive Drum</strong> ไปแล้วครั้งหนึ่ง ตอนนั้นโปรแกรม <strong>Addictive Drum</strong> จะมีอยู่แค่ 2 ชุด คือ ตัวแม่ ที่ชื่อว่า <strong>Addictive Drum</strong> นี่แหละ และอีกชุดหนึ่งที่มีชื่อว่า <strong>Retro Pack</strong>, แต่ตอนนี้มีชุดใหม่เพิ่มเติมออกมาแล้วด้วยกัน 2 ชุด คือ <strong>Modern Jazz Brush</strong> และชุด <strong>Modern Jazz Stick</strong> ที่เอาไว้สำหรับตอบโจทย์ของกลุ่มชื่นชอบเสียงกลองนุ่มๆ โดยเฉพาะ</p>
<p>โปรแกรมนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ด้วยกัน คือ ส่วน sample ของเสียง, ส่วน Production Tools ที่ใช้ปรับแก้ลักษณะของเสียงกลอง, และส่วน Beat &amp; Fills ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยในการวางจังหวะกลอง และลูกส่งให้คุณ&#8230;</p>
<p><strong>Addictive Drum</strong> ได้เตรียม Preset กลองเอาไว้ให้แล้วมากกว่า 100 preset สำหรับชุดแรกที่เปิดตัว, และยังมีอีกมากกว่า 70 preset สำหรับ <strong>Retro Pack</strong> ตัวเสริม, สำหรับ Preset ที่เตรียมมาให้นี้ ช่วยให้คุณสามารถเห็นความสามารถในการปรับเสียงของโปรแกรมนี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าคุณลองเปลี่ยน Preset ดูแล้วคุณจะรู้ว่า<span style="text-decoration: underline;">คุณไม่ต้องเปลืองเนื้อที่ของ HDD คอมพิวเตอร์คุณ</span> ในการจัดเก็บไฟล์เสียงกลองแบบต่างๆ เนื่องจากโปรแกรมนี้มันช่วยเปลี่ยนเสียงกลองให้คุณได้เลย&#8230;. ถ้ายังไม่พอใจ ก็ยังสามารถหา Pattern จากค่าย <strong>XLN Audio</strong> เอง หรือว่า ค่ายอื่นๆ ที่ทำเอาไว้สำหรับ <strong>Addictive Drum</strong> มาใช้เพิ่มเติมได้เช่นกัน</p>
<p>ใน ขณะที่โปรแกรมอื่นที่เรารู้จักกันมาก่อนหน้านี้แล้ว อย่าง <strong>ToonTrack EDrummer</strong> จะเปลี่ยนเสียงโดยการที่คุณต้องไปเอาตัวเสริมที่เป็นเสียงกลองแบบอื่นมาลงใน คอมพิวเตอร์ของคุณ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่ว่างใน Harddisk ค่อนข้างน้อย .. คุณสมบัตินี้ มันช่วยชีวิตได้จริงๆ ครับ..</p>
<p>สำหรับคนที่คิดว่ามันคือ โปรแกรม มันเป็นคอมพิวเตอร์ เสียงมันสู้กลองจริงไม่ได้หรอก &#8230; นั่นแสดงว่าคุณไม่รู้จักคำว่า Sample จริงๆเลย เช๊ยเชย.. Addictive Drum เป็นโปรแกรมที่ใช้เสียงที่อัดมากจากกลองจริงๆครับ ทั้งเสียงของกลอง Tama, DW, Sonor, Pearl หรือฉาบของ Sabian, Paiste เป็นต้น (คุณสามารถดูรายการกลองที่เค้าเอามาใช้ในการบันทึกเสียงได้ที่นี่ <span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;">http://www.xlnaudio.com/xlncontent/kppreview.html</span> และ <span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;">http://www.xlnaudio.com/retro.php?page=kitpieces</span> )</p>
<p>ก่อนที่จะไปหา โปรแกรมมาใช้ ก่อนที่จะลงโปรแกรมเข้าไปในเครื่องของคุณ ลองฟังตัวอย่างเสียงกลองจากค่ายนี้ดูก่อนครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่า เสียงกลองจากค่ายนี้เหมาะสมสำหรับคุณหรือไม่ที่จะเอามาใช้ในงานของคุณ</p>
<p>สามารถไปฟังเสียงกลองของค่ายนี้ได้ที่เว็บของเค้า <span style="color: #0000ff; text-decoration: underline;">www.xlnaudio.com</span> นะครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-steps/6/addictive-drum-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>SonarBoy ตัวเล็ก</title>
		<link>http://sonarboy.com/my-talk/1/sonarboy/</link>
		<comments>http://sonarboy.com/my-talk/1/sonarboy/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 19:12:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>OHM4U</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Talk : คุยไปเรื่อย]]></category>
		<category><![CDATA[Patid.com]]></category>
		<category><![CDATA[SonarBoy.com]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sonarboy.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[โซนาร์บอย ตัวเล็ก, โฉมใหม่ของ SonarBoy.com : &#8220;การเดินทางของ ดช.โซนาร์ บนเส้นทางสู่ความฝัน ท่องไปในโลกของคอมพิวเตอร์ดนตรี ร่วมอ่านเรื่องราว และเดินทางไปพร้อมกัน&#8221; , การปรับปรุงโฉมใหม่ของเว็บ SonarBoy ในครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือด้านแนวคิด แนวทางการนำเสนอเนื้อเรื่อง จากทีมงานชุดใหม่ทั้งหมด รวมทั้งคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ ทั้งในด้านดนตรี, ด้านการนำเสนอเว็บไซต์, Producer รายการโทรทัศน์ และอีกหลายๆวงการ ที่ระบุให้ชัดเจนไม่ได้ .. ด้วยความช่วยเหลือ และคำแนะนำจากผู้มีพระคุณทั้งหลาย เว็บ SonarBoy โฉมใหม่จึงเกิดขึ้น และเราจะมาพูดคุยกันถึง แนวทางใหม่ของเว็บ SonarBoy ในบันทึกนี้ การเดินทางของ ด.ช.โซนาร์ ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่ป่วนปั่นอย่างรุนแรง กลุ่มนักดนตรี ที่เรียกตัวเองว่า โซนาร์บอย กลุมคนที่รวมตัวเพื่อนำเสนอข้อมูลดีๆทางเว็บไซต์ ได้กระจัดกระจาย หายไปคนละทิศคนละทาง, เหลือเพียง ด.ช.โซนาร์ แห่งแคว้นลังกาสุกะ ที่ยังคงยืนหยัดนำพาเว็บไซต์ฝ่าฟันมรสุม นำเสนอข่าวสาร ข้อมูล เนื้อหา ตามรายสะดวก (มีเวลาว่างสักที ก็ Update [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โซนาร์บอย ตัวเล็ก, โฉมใหม่ของ <strong>SonarBoy.com : &#8220;การเดินทางของ ดช.โซนาร์ บนเส้นทางสู่ความฝัน ท่องไปในโลกของคอมพิวเตอร์ดนตรี ร่วมอ่านเรื่องราว และเดินทางไปพร้อมกัน&#8221; </strong>, การปรับปรุงโฉมใหม่ของเว็บ <strong>SonarBoy</strong> ในครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือด้านแนวคิด แนวทางการนำเสนอเนื้อเรื่อง จากทีมงานชุดใหม่ทั้งหมด รวมทั้งคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ ทั้งในด้านดนตรี, ด้านการนำเสนอเว็บไซต์, Producer รายการโทรทัศน์ และอีกหลายๆวงการ ที่ระบุให้ชัดเจนไม่ได้ .. ด้วยความช่วยเหลือ และคำแนะนำจากผู้มีพระคุณทั้งหลาย เว็บ <strong>SonarBoy</strong> โฉมใหม่จึงเกิดขึ้น และเราจะมาพูดคุยกันถึง แนวทางใหม่ของเว็บ <strong>SonarBoy</strong> ในบันทึกนี้<span id="more-1"></span></p>
<h2><strong>การเดินทางของ ด.ช.โซนาร์</strong></h2>
<p>ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่ป่วนปั่นอย่างรุนแรง กลุ่มนักดนตรี ที่เรียกตัวเองว่า <strong>โซนาร์บอย </strong>กลุมคนที่รวมตัวเพื่อนำเสนอข้อมูลดีๆทางเว็บไซต์ ได้กระจัดกระจาย หายไปคนละทิศคนละทาง, เหลือเพียง <strong>ด.ช.โซนาร์ แห่งแคว้นลังกาสุกะ</strong> ที่ยังคงยืนหยัดนำพาเว็บไซต์ฝ่าฟันมรสุม นำเสนอข่าวสาร ข้อมูล เนื้อหา ตามรายสะดวก (มีเวลาว่างสักที ก็ Update เนื้อหาสักที)</p>
<p>จนในที่สุด การเดินทางฝ่ามรสุมก็ได้ผ่านพ้นไป.. <strong>ด.ช.โซนาร์</strong> ได้กลับไปซบอกผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เรียกตัวว่า &#8220;<strong>ขุนติ๊ด</strong>&#8221; ผู้นำสูงสุดแห่งอาณาจักรล้านนา ( <a href="http://www.patid.com" target="_blank">www.patid.com</a> ) เพื่อตั้งหลัก พักผ่อน พิจารณาตัวเอง ทำสมาธิ สวดภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า และมองหาผู้ร่วมอุดมการณ์กลุ่มใหม่ .. ในที่สุดก็ได้พบเจอ คนเหล่านั้น ผู้ที่มีแนวทางในการใช้ชีวิตในโลกไซเบอร์ที่ลงตัวกับพายุเศรษฐกิจที่เป็นอยู่นี้</p>
<p>เรือลำเล็กๆ ของ <strong>ด.ช.โซนาร์</strong> ได้ออกเดินทางอีกครั้ง โดยผูกเรือเข้ากันกับเรือลำเล็กๆ ลำอื่นๆ รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้โดนลมพัดพาไปไกล และล้มหายตายจาก..  การเดินทางครั้งใหม่ของ <strong>ด.ช.โซนาร์</strong> ก็ได้เกิดขึ้น</p>
<h2>ฝากฝังกลุ่มผู้ร่วมทางเอาไว้ที่ Patid.com</h2>
<p>การเดินทางในครั้งนี้ของ <strong>ด.ช.โซนาร์</strong> เป็นเรือลำเล็ก ไม่สามารถที่จะรับผู้ร่วมทางเดินทางไปด้วยกันเหมือนครั้งเก่าก่อน .. กระดานสนทนา ได้ถูกคว่ำลง และฝากกลุ่มผู้ติดตามที่ห่างไกลไว้กับ <strong>ขุนติ๊ด</strong> (อย่างมัดมือชก) &#8230;</p>
<h3>การเดินทางในครั้งนี้ ของ ด.ช.โซนาร์ จะเป็นอย่างไรต่อไป กรุณา ติดตาม..</h3>
<h2>สรุปที่เขียนมา..</h2>
<ul>
<li>เว็บ <strong>SonarBoy.com</strong> จะเปลี่ยนแนวทางการนำเสนอ .. โดยแนวทางนั้น ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนกลุ่มใหม่ ..</li>
<li>เว็บ <strong>SonarBoy.com</strong> เลิกบริการ ระบบ เว็บบอร์ด .. และให้ท่านทั้งหลายที่เคยติดตาม สอบถามปัญหา เลือกใช้ระบบ Comment ถามตอบ</li>
<li>หรือหากเร่งด่วน และเป็นคำถามที่อาจจะไม่เกี่ยวกับหัวข้อของบทความต่างๆในเว็บ ให้สอบถามได้ที่เว็บบอร์ดใหญ่ <a href="http://www.patid.com" target="_blank">www.patid.com</a> แล้วทีมงานจะตามไปตอบ ตามอำเภอใจ</li>
</ul>
<p>ขอได้รับความขอบคุณ&#8230; จาก &#8230; ใครก็ได้ ที่จะมาเป็นผู้สนับสนุนเว็บไซต์ในอนาคต.. ในตอนนี้ <strong>Google Adsense</strong> ข้างล่างก่อนครับ..</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sonarboy.com/my-talk/1/sonarboy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>8</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
